Find Your Way


 แปลจาก Cr. cycleharmony.com  /  https://goo.gl/FJEceg

งานวิจัยจาก Harvard เผยว่ามี 20 นิสัย ที่จะทำให้เรามีความสุข

ทำไมบางคนถึงดูมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ??? แล้วทำไมคุณถึงดูไม่มีความสุขแบบที่คุณควรจะเป็น???

เช็คได้จาก 20 นิสัย ที่จะทำให้เรามีความสุข

 

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงดูมีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ???   แล้วทำไมคุณถึงดูไม่มีความสุขแบบที่คุณควรจะเป็น???

บางทีเราควรจะบอกตัวเองว่า “ถ้าฉันได้ทำงานนี้ ฉันจะมีความสุข” หรือ “ถ้าฉันได้อยู่กับใครคนนั้น ฉันจะมีความสุข”

ฉันจะบอกคุณว่ามันไม่มีสูตรตายตัว ในความเป็นจริงเมื่อเร็วๆ นี้มีการค้นพบทางจิตวิทยา และประสาทวิทยา (สมอง) พบว่า กฏเกณฑ์แบบนี้เป็นความคิดที่ล้าหลัง

ความสุขคือเชื้อเพลิงของความสำเร็จ เมื่อเรามีความสุข สมองจะมีแรงจูงใจที่มากขึ้น มีส่วนร่วม มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลัง มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความหมายคือ เมื่อเรามีความสุข พวกเรามีแนวโน้วที่จะได้รับอะไรก็ตามที่เราต้องการในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น งานในฝัน คู่ในอุดมคติ หรือสิ่งต่างๆ ที่เราปรารถนา

ดังนั้น เราจะมีความสุขมากขึ้นได้อย่างไร?

 

20 Happiness Habits

จากประสบการณ์ส่วนตัว และงานวิจัย 20 นิสัยที่ทำให้เรามีความสุขที่ถูกตีพิมพ์ของฮาร์วาร์ด ฉันได้รวบรวม 20 นิสัย ที่จะทำให้คุณมีความสุขได้แน่นอน

  

1. กตัญญูรู้คุณคนที่ดีกับเรา

ให้มองรอบๆ ตัวคุณ และใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิต ดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ข้างทางเดิน ความสวยงามของพระอาทิตย์ตก น้ำอุ่นที่ช่วยชำระล้างวันอันแสนยาวนานของคุณ รอยยิ้มภายในดวงตาของคนรัก

เมื่อคุณมีหัวใจที่กตัญญู ชื่นชมสิ่งต่างๆในชีวิต ความสุขจะเกิดขึ้นในจิตใจอย่างอัตโนมัติ

 

2. เลือกคบเพื่อนอย่างฉลาด

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดภายนอกที่จะส่งผลต่อความสุขของมนุษย์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดังนั้นถ้าคุณต้องการมีความสุข ให้เลือกคนที่จะมาอยู่รอบตัวคุณอย่างฉลาด เขาควรมองโลกในแง่ดี เคารพในตัวคุณเหมือนที่คุณเคารพเขา ผู้ซึ่งสามารถทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีความหมายมากขึ้น

 

3. เข้าอกเข้าใจผู้อื่น

เมื่อคุณพยายามเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และเข้าใจในมุมมองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้อื่น คุณจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ด้วยความเข้าใจมากขึ้น มีปัญหาน้อยลง และมีความสุขมากขึ้น

 

4. เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

การเรียนรู้ช่วยให้เราอายุน้อยลง และความฝันช่วยทำให้เรามีชีวิตอยู่

เมื่อสมองถูกกระตุ้น และใช้ให้เกิดประโยชน์ เรามีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากขึ้น

 

5. มองปัญหาเป็นโอกาส

คนที่มีความสุขมักเป็นนักแก้ไขปัญหา เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในชีวิต พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ และหดหู่กับปัญหา

ในขณะเดียวกัน พวกเขาจะเผชิญหน้ากับความท้าทายและค้นหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

การที่คุณเป็นคนที่รู้จักแก้ไขปัญหา จะทำให้คุณมีความมั่นใจในตนเอง และมีความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ

ผลลัพธ์คือ คุณจะมีความสุขในชีวิตมากขึ้น

 

6. ทำในสิ่งที่คุณรัก

เราใช้เวลามากกว่า 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน ความรัก  สิ่งที่เราทำมักส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสุขของเรา

พรที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งในชีวิตคือ การค้นพบงานที่ตนเองหลงใหล ชื่นชอบ และใช้ประโยชน์จากของขวัญชิ้นนี้ให้มีประโยชน์ที่สุด ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ ให้พยายามค้นหาความสนุกและความหมายของงานที่ทำในปัจจุบัน หรือทำงานอดิเรกที่เกี่ยวข้องในสิ่งที่ตนเองรัก

 

7. อยู่กับปัจจุบัน

เมื่อคุณคิดถึงอดีตคุณจะรู้สึกหดหู่ หรือ กังวลกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต แต่หากคุณอยู่กับปัจจุบันคุณจะมีความสุข และสบายใจ

 

8. ยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ

การหัวเราะจะเป็นพลังมหาศาลให้คุณต่อสู้กับความเศร้า การวิจัยบอกว่า การยิ้ม คือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะเพิ่มความสุขในตัวคุณ ดังนั้นอย่าเครียดกับชีวิตเกินไป พยายามหัวเราะในทุกๆ วันของชีวิต

 

9. ให้อภัยในทุกๆ เรื่อง

ความขุ่นเคืองใจ และความโกรธ คือการลงโทษตนเองอย่างหนึ่ง เมื่อคุณรู้จักให้อภัย คุณจะมีความเมตตาในตนเอง ดังนั้นเรียนรู้ที่จะให้อภัยคนที่เคยทำร้ายคุณในอดีต และสำคัญที่สุดคือ การให้อภัยตนเอง ทุกๆ คนเคยทำเรื่องที่ผิดพลาด การที่เราก้าวผ่านความผิดพลาดจะทำให้เราได้เรียนรู้ และเติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่ง และดีขึ้น

 

10. พูดขอบคุณบ่อยๆ

ชื่นชมคุณค่าในชีวิตตนเองเสมอ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่ทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

 

11. สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

ความสุขของเราจะเพิ่มขึ้นทวีคูณหากคุณรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างแน่นแฟ้น การฟังและการนำเสนอ คือ สองทักษะสำคัญที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ และนำความสุขมาสู่ตัวเราและผู้อื่น

 

12. ทำตามข้อตกลง

ผู้ที่เคารพในตนเองจะรักษาคำพูด  หรือข้อตกลงที่สร้างขึ้น และส่งผลโดยตรงกับความสุขของเขา ดังนั้น การสร้างข้อตกลงระหว่างเรากับผู้อื่น คือการบอกว่าคุณจะทำตามที่พูด

 

13. มีสมาธิ

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ชี้แจงว่า ผู้ที่ได้รับการฝึกสมาธิถึง 8 ครั้ง จะมีค่าเฉลี่ยความสุขมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฝึกถึง 20%   การฝึกอบรมดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในสมอง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของมวลเนื้อสมองสีเทาในส่วนของ hippocampus ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ และจดจำ รวมถึงเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของบุคคล

 

14. โฟกัสในสิ่งที่ทำ

เมื่อคุณใส่ใจ ความคิด และจิตวิญญาณลงในสิ่งที่กำลังทำ นั่นคือ คุณกำลังสร้างความสุขอยู่ กลไกนี้เรียกว่า “Flow.” เมื่อคุณอยู่ในกลไกนี้คุณจะไม่ใส่ใจกับสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นคิดกับคุณ และใส่ใจกับเรื่องที่ไม่สำคัญน้อยลง ผลคือ มีความสุขขึ้นนั่นเอง

 

15. มองโลกในแง่ดี

สำหรับคนที่มีความสุขนั้นเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องที่เลวร้าย เขามักดึงตัวเองกลับมาสู่สภาวะปกติ

ถามตนเองอยู่เสมอว่าคุณได้รับสิ่งดีๆ ใดบ้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ คุณได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ การมองโลกในแง่ดี คือ เชื้อเพลิงแห่งความสำเร็จ และความสุข

 

16. รักโดยไม่มีเงื่อนไข

ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ ยอมรับในความไม่เพอร์เฟคของตนเองและผู้อื่นด้วย การรักบางคนแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ได้หมายความว่าคุณต้องใช้ทั้งชีวิตกับเขา หรือ ช่วยเหลือพวกเขาในทุกๆ เรื่อง

การรักแบบไม่มีเงื่อนไข คือ ยอมรับในสิ่งที่ผู้อื่นเป็น และช่วยให้เขาค้นพบตัวตนของเขาให้เจอ

 

17. ไม่ยอมแพ้

งานที่ยังทำไม่เสร็จ และ ความล้มเหลวซ้ำๆ มักทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเราลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุณตัดสินใจจะทำอะไร ให้ลงมือทำจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ อย่ายอมแพ้!!!

จำไว้ว่า ความล้มเหลวคือสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่ความพ่ายแพ้นั้นจะเกิดขึ้นตลอดไป และความพ่ายแพ้จะเกิดก็ต่อเมื่อคุณยอมแพ้

 

18. ทำให้ดีที่สุด

ทุกคนมีข้อจำกัด และไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ตามที่เราต้องการได้ทั้งหมด แม้คุณจะพยายามแล้ว ดังนั้น ทำสิ่งต่างๆ ให้ดีที่สุด แล้วจงเดินต่อไป เพื่อคุณจะไม่ต้องมาเสียใจกับมัน

 

19. ดูแลตัวเอง

สุขภาพที่ดีคือกุญแจสำคัญแห่งความสุข ถ้าคุณเจ็บป่วยก็เป็นไปได้ยากที่จะมีความสุขแม้คุณจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น ดูแลตนเองให้ดี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลร่างกาย และจิตใจของคุณให้ดี

 

20. ตอบแทนสู่สังคม

การทำความดี คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณมีความสุข คนที่ทำสิ่งดีๆ สมองพวกเขาจะได้รับการกระตุ้นคล้ายๆ กับเวลาที่เราได้รับรางวัล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนที่แคร์ผู้อื่น มักมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่สนใจผู้อื่น

 

นิสัยแห่งความสุขเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตของฉัน และระหว่างที่ฉันปลูกฝังนิสัยเหล่านั้นฉันรู้สึกได้รับการเติมเต็ม และมีความสุขมากขึ้นในตอนนี้

ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการตัดสินใจอย่างมีสติ ความสุขไม่สามารถแสวงหาได้โดยตรง
เมื่อคุณทำเช่นนั้น ความสุขจะวิ่งหนีคุณไป

พยายามปลูกฝังนิสัยแห่งความสุข 20 ข้อนี้ แล้วคุณจะพบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

แล้วคุณละมีนิสัยเหล่านี้อยู่กี่ข้อ? ฝึกฝนนิสัยแห่งความสุขเหล่านี้แล้วหรือยัง? แล้วนิสัยข้อไหนที่คุณจะปลูกฝังต่อไป

 


 

ทำงานมานับ 10 ปีแต่ชีวิตเหมือนจะไม่ไปไหน
ทำงานมานับ 10 ปีแต่ไม่เคยเห็นความก้าวหน้า
ทำงานมานับ 10 ปีแต่เงินเดือนยังช๊อตทุกเดือน

เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น......

เคยคิดกันมั้ยครับว่าจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่?
แล้ววันทำงานวันสุดท้ายเราอยู่ตรงไหน?

ที่คนเราทำงานแล้วไม่มีอนาคต

ก็เพราะเราไม่ได้วาดอนาคตไว้หรือป่าว........

10 พฤติกรรมคนทำงานที่ไม่มีอนาคต

1. ไม่มีความรับผิดชอบ ทำอะไรไม่เคยสำเร็จทันตามกำหนดเวลา ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ อย่าถามเรื่องผลลัพธ์เพราะไม่มี

2. วันๆเอาแต่บ่น ใครให้ทำอะไร หัวหน้ามอบหมายงานอะไร ก็ขอบ่นไว้ก่อน เข้างานยันเลิกงานก็ยังบ่นไม่หยุด บ่นทุกอย่างที่ขวางหน้า เวลาเจอปัญหาแทนที่จะหาทางแก้ ก็บ่น

3. ไร้วินัย มาทำงานสายเป็นประจำ นัดพบลูกค้าก็ไม่เคยไปตามเวลานัด ทำผิดระเบียบบริษัทบ่อยครั้ง ผิดซ้ำผิดซาก

4. ไม่เคยพัฒนาตัวเอง ตื่นเช้าทำงาน ตกเย็นเลิกงาน ชีวิตมีแค่นี้ไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเอง ไม่เคยทบทวนปัญหาที่พบเจอในการทำงาน ไม่เคยวัดผลการเติบโตของตัวเองแต่ละปี

5. เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน หลบๆ อู้ๆ เอาเปรียบคนอื่น หาทางสบายให้ตัวเอง คนอื่นป็นยังไงช่างมัน

6. คิดว่าตัวเองเก่งแล้วเบ่งไปเรื่อย คิดว่าตัวเองเก่งและถูกเสมอ ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของใคร พอมีใครมาขัดก็ชักสีหน้าใส่

7. มีแต่ความคิดลบๆเต็มสมองไปหมด พูดและมองโลกในแง่ลบตลอดเวลา มองอุปสรรคก่อนโอกาส ชอบจับกลุ่มนินทาเจ้านายและองค์กร

8. ขี้วีนขี้หงุดหงิด ใครทำอะไรไม่พอใจก็ทำท่าทำทางใส่ ไม่รู้ไปกินอะไรมา คนแบบนี้จะทำให้บรรยากาศในการทำงานเสีย

9. ไม่ทุ่มและใส่ใจงานที่ทำ ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเราเต็มที่กับมันผลลัพธ์จะออกมาดีเสมอ ถ้าเฉื่อยชาทำไปงั้นๆ ผลลัพธ์ก็จะออกมางั้นๆ คุณลองเลือกดู

10. ไม่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ถ้าไม่ไม่จุดหมายเราก็ไปรู้จะไปไหน ควรกำหนดเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน เช่นอีก 3 ปีฉันจะเติบโตเป็นหัวหน้าแผนก อีก 5 ปีฉันจะเติบโตเป็นผู้จัดการแผนก อีก 10 ปีฉันจะเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายงาน....ฯลฯ พอมีเป้าหมายเราก็เริ่มจะเห็นทางที่จะไปถึงเส้นชัยได้


 

หลายครั้งที่ "เจ้านาย" 
ไม่ได้สื่อสารสิ่งที่ต้องการตรงไปตรงมากับเรา

แต่ถ้าเราสามารถ ถอดรหัสสัญญาณ
ความต้องการของเจ้านายได้

และนำสิ่งที่ได้มาพัฒนาสร้างศักยภาพให้ตัวเรา
ก็เอาชนะใจเจ้านายได้ไม่ยาก......

10 เคล็ด(ไม่)ลับ เอาชนะใจเจ้านาย

1. อึด ถึก ทน ทำงานแบบทุ่มเท (ทำงานเกินเงิน)

2. มีอะไรดีๆ ใหม่ๆ ในหัวมาสร้างเซอร์ไพรส์ตลอด (Innovative)

3. มีทักษะทางสังคม ปรับตัวทำงานกับคนทุกกลุ่มได้ดี

4. มองภาพรวมได้ และสามารถจัดลำดับความสำคัญ ให้ทุกงานเป็นไปตามแผนอย่างสมบูรณ์

5. มีหลักการคิดและสไตล์ในการทำงานที่เป็นระบบ (Systematic Thinking)

6. มีข้อมูลเตรียมพร้อมตลอดเวลา เมื่อเจ้านายเรียกพบหรือขอด

7. รู้ใจเจ้านายว่าจะถามอะไร เลยตอบออกมาได้ดี (รู้ใจนายว่างั้นเถอะ)

8. คิดบวก ทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่สร้างข้อจำกัดให้ตัวเอง มองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น ๆ ไม่โทษนั่น โทษนี่

9. ให้ความสำคัญและรักษาผลประโยชน์ของบริษัทฯ

10. ทำงานสำคัญๆ ได้ดีกว่าที่ความคาดหวังเจ้านาย
----------------------------------------
ถ้าเลือกได้.....จงอยู่ในที่ ๆ เรารัก
เพราะความรักจะทำให้สิ่งนั้น "มหัศจรรย์"

แต่ถ้าเลือกไม่ได้.....จงรักในทุกที่ๆ เราอยู่
แล้ววันหนึ่งจะเลือกได้เอง....
----------------------------------------
ส่วนหนึ่งของ หลักสูตรองค์กรมหัศจรรย์ (Wonderful Organisation)

 


 

  

5 นิสัยที่บ่งชี้ว่า EQ ต่ำ และ 5 วิธีการพัฒนา EQ

EQ มาจาก Emotional Quotient นักจิตวิทยาชื่อ Peter Salovey และ John D. Mayer คิดค้นขึ้นในค.ศ 1990
 
EQ หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ มันคือความสามารถการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น รวมไปถึงความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
--------------------------------------
งานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ 1994 ได้ติดตามเด็ก 450 คน นาน 40 ปี พบว่าปัจจัยที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จไม่ได้มาจาก
IQ เพียงอย่างเดียวแต่หากเป็น
AQ : Adversity Quotient ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา (ความยืดหยุ่นและความสามารถปรับตัวในการเผชิญความยากลำบากได้ดี) ,
EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) และ
SQ (ความฉลาดทางสังคมที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น)
 
นอกจากนั้น.....งานวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกยังพบว่า
 
"EQ มีผลต่อความสำเร็จในอาชีพทั้งด้านชื่อเสียง
และการยอมรับในสังคม มากกว่า IQ ถึง 4 เท่า"
--------------------------------------
 
EQ กับการทำงานจึงเป็นเรื่อง "สำคัญ" และ "จำเป็น"
ที่หลายองค์กรทั่วโลก เสริมสร้างให้บุคลากรของตัวเอง
 
การพัฒนา EQ ในองค์กรแบ่งได้ 4 ประเด็นหลักสำคัญ คือ
 
1.Self Awareness : สามารถประเมิน รับรู้และตระหนักในอารมณ์ของตัวเองได้
2.Self Management : ควบคุม บริหาร ปรับปรุง พัฒนาอารมณ์ตัวเองได้
 
3.Social Awareness : ความสามารถเข้าใจและรับรู้อารมณ์ของผู้อื่น รวมไปถึงตระหนักถึงความสำคัญในการทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่น
4.Social Skills : ทักษะต่างๆ ที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน เช่น การสื่อสาร , การประสานงาน , ภาวะผู้นำ , การจัดการความขัดแย้ง , การทำงานเป็นทีม ฯลฯ
--------------------------------------
ความจริงที่โลกไม่ได้พูด "มหาเศรษฐี 400 คนของโลก ที่มีทรัพย์สินเกินพันล้านเหรียญสหรัฐกว่า 50% ไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี"
 
"อย่าฝึกคนให้เก่งอย่างเดียว
แต่จงฝึกให้คนเก่งทำงานร่วมกับคนเก่งได้"
 
IQ + EQ + AQ + SQ = พื้นฐานความสำเร็จของคนทำงาน
--------------------------------------
3 หลักสูตรพัฒนา EQ ที่แนะนำของ Perfect Training
 
- EQ For Supervisor (การพัฒนา EQ สำหรับหัวหน้างาน)
- การพัฒนา EQ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (สำหรับพนักงานทุกระดับทุกหน่วยงาน)
- 6Q Secrets to Successful
 

ความหมายของ Q ทั้ง 6 ตัว คือ IQ EQ CQ MQ AQ และ SQ

1. IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ และการใช้เหตุผล    
               

2. EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุม อารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส และ มองโลกในแง่ดี
                 
3. CQ (Creativity Quotient) ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การ เล่น งานศิลปะ และการประดิษฐ์สิ่งของ นักวิจัยพบว่าการเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการเช่น การเล่นศิลปะ การเล่าเรื่อง เป็นต้น จะทำให้มี CQ ดี
                 
4. MQ (Moral Quotient) ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤติดี รู้จักผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มี จริยธรรม เป็นแนวคิดที่มุ่งตอบคำถามว่าการที่เรามีคนที่ IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับจริยธรรมต่ำก็อาจใช้ ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้ MQ จึงเน้นเรื่องการปลูกฝังความดีงาม ซึ่งตรงกับหลักศาสนาหลายศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี
                 

5. AQ (Adversity Quotient) ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายาม เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่ายๆ มองปัญหาเป็นเรื่องท้าทาย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจำนน
              

6. SQ (Social Quotient) ความฉลาดทางสังคมที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่ง กันและกัน มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมสังคมด้วยกัน ไม่คิดว่าตนเองเหนือกว่าใคร ต้องมีใจเปิดกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อีกทั้งต้องไม่ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ท้ายสุดนี้ผมอยากจะบอกว่า ปัจจุบันนักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น การทำงาน การเรียน แค่ 20% เท่านั้นครับ ดังนั้นจึงไม่ควรยึดถือแต่เพียงระดับความฉลาดของสติปัญญา (ทางโลก) เท่านั้น ลองให้ความสนใจกับ Q ที่เหลือด้วยก็จะทำให้เรา เป็นผู้หนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข

 

ส่วนหนึ่งของหลักสูตร EQ For Supervisor

 


3 เทคนิคง่ายๆ ปรับตัวเองให้เปลี่ยนทันโลก(ทำงาน)

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว !! ทำอย่างไรให้อยู่รอด ??

2 ทางเลือก
- ถูกโลกใบนี้เปลี่ยน (ไม่ได้ไปต่อ)
- ปรับตัวเองให้เปลี่ยนทันโลก

ถ้าคุณอยากเป็น 1 ในผู้ที่ได้ไปต่อและอยู่รอดในยุคโลกาภิวัฒน์ ลองนำ 3 เทคนิคนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

1.) เปลี่ยนตัวเองจากที่แค่ทำได้ เป็น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น
คุณต้องพัฒนาตัวเอง สร้าง Career Development (การพัฒนาสายอาชีพ) ให้ตัวเอง ต้องเริ่มจากคุณต้องรู้จักตัวเองให้ดีและสร้างภาพในอนาคตให้ชัด จากนั้นพัฒนาสิ่งที่คุณทำไปให้สุดทาง ย้ำ!! คุณต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ที่สำคัญ ต้องแตกต่างด้วย


2.) ทักษะอนาคตต้องครบมือ
ทักษะด้านการสื่อสารนำเสนอ ทักษะทางเทคโนโลฝึกปรือ ให้พร้อมใช้เสมอ !! ทุกโอกาสที่ผ่านมาคุณจะคว้ามันไว้ได้

ตั๋วขึ้นเรือโนอาห์ก็เช่นกัน(เปรียบเปรยถึงการอยู่รอดยี ทักษะทางด้านภาษา ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ และอื่นๆๆ
ที่มันจำเป็นต่อความสำเร็จของคุณในอนาคต ต้อง)


3.) ทำตัวเหมือนกล้องส่องทางไกล
คุณต้องมีความสามารถเห็นอะไรบางอย่างได้ไกลกว่าผู้อื่น และต้องชัดชนิด Full HD ด้วย ที่สำคัญจะต้องวิเคราะห์ วินิจฉัยสถานการณ์เหล่านั้นได้เพื่อเลือกหรือสร้างรูปแบบการจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพ

----------------------------------------
"ถ้าคุณอ่านบทความนี้จบแล้วอยากไปต่อ
ผมว่าคุณมีอะไรทำอีกเยอะเลย !!! "

13 สิ่งที่ผู้หญิงแกร่งไม่ทำ (13 Things Mentally Strong Women Don’t Do,)

 

1. Don’t compare yourselves to other people
(ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น)

ในหนังสือบอกว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอา แอปเปิ้ล ไปเปรียบเทียบกับส้ม นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังไม่เกิดคุณค่าอะไร "ตัวเรามีแต่ คนเดียวในโลก" แต่ถ้าหากจะเปรียบเทียบ ก็มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือ "ตัวเองในเมื่อวาน"

 

2. They don’t insist on perfection
(ไม่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ)

มองอีกมุม ความสมบูรณ์แบบ จะเหนี่ยวรั้งเรา ทำให้เราหยุดพัฒนา ทำให้หมดโอกาสเห็นมุมมองที่ดีกว่า และทำให้เราไม่ยอมรับกับความผิดพลาดและเรียนรู้จากมัน "ความสมบูรณ์แบบจึงไม่มีจริง" ถึงมีจริงมันก็ไม่จริงอยู่ดี

 

3. They don’t see vulnerability as a weakness
(ไม่มองความอ่อนแอเป็นจุดอ่อน)

ไฟ ไม่สามารถถูกดับด้วยไฟ ตรงกันข้าม กลับทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปอีก เราไม่สามารถเอาชนะ ความไม่ดีด้วยความไม่ดีได้ "ความอ่อนแอเป็นกลยุทธ์" ที่แข็งแกร่งที่สุดที่มนุษย์เคยมี


4. They don’t let self-doubt stop them from reaching their goals
(ไม่ปล่อยให้ความสงสัยฉุดให้ไกลจากเป้าหมาย)

ความสงสัยเกิดขึ้นในชีวิตนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่มันต้องไม่หยุดแรงขับเคลื่อนที่จะไปข้างหน้าของเรา "เราคิดทุกอย่างที่เชื่อได้นะ แต่เราเชื่อทุกอย่างที่คิดไม่ได้" ชีวิตสั้นเกินที่จะทำแบบนั้น


5. They don’t overthink everything
(ไม่คิดมากกับทุกๆ เรื่อง)

เรื่องบางเรื่อง 1 แต่คนบางคนคิดไป 100 การคิดมากไปไม่ได้การันตีว่า สิ่งนั้นจะเยี่ยม และ การคิดน้อยไปไม่ได้การันตีว่า สิ่งนั้นจะแย่ การคิดมากกับทุกๆเรื่องจะลดเวลา ในการคิดเรื่องที่ควรคิด โฟกัสมัน !!

 

6. They don’t avoid tough challenges
(ไม่หนีจากความท้าทายยากๆ)

"การท้าทายกับความยาก เป็นการสร้างความแข็งแกร่ง" บทเรียนที่ทรงพลังมักมาจากเรื่องราวที่ยากลำบากเสมอ
เรื่องจะเป็นเรื่อง่าย เมื่อผ่านมันไปได้ คุณจะไม่มีเรื่องง่ายๆ
ใช้ในชีวิตเลยถ้าไม่กล้าเผชิญความยาก

 

7. They don’t fear breaking the rules
(ไม่กลัวที่จะลองแหกกฎ)

กฏสร้างขอบเขตเสมอ แต่ถ้าหากอยากรู้ว่า นอกเขตมีอะไร การแหกกฏก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ

 


8. They don’t put others down to lift themselves up
(ไม่กดคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้สูง)

การพัฒนาตัวเอง ด้วยการพัฒนาผู้อื่นเป็นวิธีที่ยั่งยื่นกว่า การผลักคนอื่นให้ล้ม

 

9. They don’t let others limit their potential
(ไม่ให้ใครมาดูถูกความสามารถของตัวเอง)

อย่าปล่อยให้คำพูดของใครมาทำทายความฝันของเรา

 

10. They don’t blame themselves when something goes wrong
(ไม่โทษตัวเอง เมื่อเจอสิ่งเลวร้าย)

ความผิดพลาด เป็นธรรมชาติของการเรียนรู้
เมื่อผิดแล้วต้องไม่จมปลักกับมัน
อย่าให้มันทำลายขวัญและกำลังใจเรา
ความจริงแล้วเราอาจไม่ได้ผิดพลาด
เพียงแต่เราลบวิธีที่ไม่สำเร็จออกไปอีกหนึ่งวิธี เราก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าว

 

11. They don’t stay silent
(เมื่อไม่เห็นด้วย จะไม่เงียบ)

ความเงียบไม่ใช่ทางออกของปัญหา
ปัญหาจะยังไม่ผ่านไป เราแค่หลีกเลี่ยงมัน
การรับปัญหามาสะสม อยู่กับตัวเองและรอวันปะทุ ก็ไม่เป็นผลดีกับสภาพจิตใจของตัวเองอีก การแสดงออกอย่างเหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่
ผู้หญิงแกร่งเลือกทำ

 

12. They don’t feel bad about reinventing themselves
(ไม่ลังเลที่จะพัฒนาตัวเอง)

การเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งที่ฝันและต้องการ
เป็นความจำเป็นในชีวิต ชีวิตจะไม่มีความหมายเลย
ถ้าไม่ได้ออกเดินทางไปที่ไหนซักที ทำเพื่อใครซักคน

 

13. They don’t downplay their success
(ไม่กลัวที่ประสบความสำเร็จ)

กล้าลงมือทำในสิ่งที่ตัวรัก กล้าออกนอก Comfort Zone
มุ่งมั่นชัดเจน ในเป้าหมาย สู้ไม่ถอย ล้มแล้วลุก ลุกแล้วลุยต่อ