Digital Leadership


องค์ประกอบในการพัฒนาผลงานลูกน้อง
(The Elements of Performance Development)

เคยสงสัยมั้ยว่า ผลงานของลูกน้อง ที่ไม่ได้ตามเป้า มีสาเหตุมาจากอะไร
หากหัวหน้างานวิเคราะห์กลับไปไม่ดี หลายครั้งก็มักจะโทษว่าตัวลูกน้องไม่ดี
ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดก็ได้ หรือหากถูกต้อง หัวหน้างานก็มีส่วนในปัญหานี้ไม่น้อย

เมื่อลูกน้องผลงานไม่ดี หน้าที่ของหัวหน้างาน จะต้องระบุหาสาเหตุนั้นให้ได้ แล้วช่วยสนับสนุน
ให้เกิดการพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงขึ้น

----------------------------------------

ผลงานของลูกน้อง มาจาก 3 องค์ประกอบที่สำคัญ
ซึ่งเกียวข้องเชื่อมโยงสอดคล้องกับบทบาทหัวหน้างานคือ

1. ความสามารถ (Competency) ผลงานสะท้อนจากขีดความสามารถของลูกน้อง ขีดความสามารถทั้ง 3 ส่วน(KSA) 
K = Knowledge คือ ความรู้ที่ลูกน้องต้องมีซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ถ้าไม่มีจะส่งผลในการสร้างผลงาน และอาจเกิดข้อผิดพลาดและปัญหาในระหว่างการทำงานได้
S = Skill คือ ทักษะ สิ่งที่ลูกน้องต้องทำได้ ทำเป็น มีผลต่อการสร้างผลงาน
A = Attiributes คือ คุณลักษณะ พฤติกรรม มุมมอง ทัศนคติที่พึงประสงค์ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดจิตสำนึกที่ดีในการทำงานและพัฒนาตนเอง

2. แรงจูงใจ (Motivation) แรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ หรือ กำลังใจในการทำงาน แรงจูงใจภายนอก คือ ค่าจ้าง การเติบโต เลื่อนขั้น รางวัล โบนัส 
แรงจูงใจภายใน คือ แรงขับเคลื่อนในการทำงาน มีผลทางจิตใจ ทำให้เกิดพลัง 

(energy) สร้างให้เกิดความพยายาม (Persistence) และช่วยให้เกิดแรงแห่งการเปลี่ยนแปลง (Variability)

3. โอกาส (Opportunity) การส่งเสริม หรือ ผลักดันให้ลูกน้องได้ทำงานมีเนื้องานมากขึ้น ให้งานใหม่ๆๆ งานที่ท้าทาย งานที่มีความสำคัญ 
เพื่อให้ลูกน้องได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และ ได้พัฒนาศักยภาพในการทำงาน

----------------------------------------
ลูกน้องถ้ามีแค่ความรู้ อย่างเดียว ผลงานอาจไม่เข้าเป้า แต่ถ้ามีทั้งความรู้ ความสามารถ และ มีแรงจูงใจ เป้าหมายก็ไม่ยากเกินเอื้อมมือ

และ โอกาส นั้นจะทำให้ลูกน้องได้พัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง
----------------------------------------
+ หัวหน้างานต้องสอนงาน และ พัฒนาความสามารถลูกน้องทั้ง 3 ส่วน
+ หัวหน้างานต้องสร้างแรงจูงใจ ขับเคลื่อนทีมงาน
+ หัวหน้างานต้องผลักดันส่งเสริมให้ลูกน้องประสบความสำเร็จ

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)



"บันได 7 ขั้นสร้างทีมงานประสิทธิภาพ"

"งานบางอย่างที่เราไม่สามารถทำสำเร็จได้เพียงคนเดียว
จำเป็นจะต้องมีทีมงานที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลือกัน"

และทีมที่ดีต้องอยู่ร่วมกันเพราะ Trust (ความเชื่อใจ)
ไม่ใช่ Task (งาน หน้าที่)

การสร้างทีมงานให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจำเป็นในองค์กรที่ต้องทำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง

ผมขออาสานำ 7 ขั้นตอนในการสร้างทีมงานให้มีประสิทธิภาพมาฝากครับ

 

มาเริ่มข้อแรกกันเลย
1. ทำให้ทุกคนในทีมเต็มใจที่จะมาอยู่ร่วมกัน การมาอยู่ร่วมกันแน่นอนว่าจะต้องมีการสละอะไรบางอย่าง(ส่วนตัว) เพื่อได้มาของประโยชน์บางอย่าง(ส่วนรวม) เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทำความเข้าใจและยอมรับสิ่งนี้ได้ เรื่องนี้ถือเป็นอุปสรรคอย่างแรกในการสร้างทีมงาน ต้องทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกปลอดภัย(Safe Zone)ทั้งกายและใจ ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้การทำงานหลังจากนี้มีประสิทธิภาพ ถ้าทำให้สมาชิกทุกคนเต็มใจได้ ทุกอย่างจากนี้จะง่ายขึ้น

2. กำหนดบทบาทหน้าที่ ทีมงานจำเป็นต้องมีผู้นำ หลายครั้งพบว่า ผู้นำอาจเกิดขึ้นเองตามสัญชาตญาณ และมักจะได้การยอมรับจากสมาชิกเสียด้วย ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็ว สถานการณ์ในการทำงานซับซ้อนมากขึ้น ตำแหน่งผู้นำทีม อาจไม่ต้องยึดติดกับเพียงคนใดคนเดียว แต่ทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ ในสถานการณ์ที่ตัวเองถนัด เพราะฉะนั้นการกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในทีม ต้องใช้จุดแข็งของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ในการกำหนด  ที่สำคัญทุกคนในทีมต้องมีหน้าที่ชัดเจน รู้ความคาดหวังของงานที่ตัวเองรับผิดชอบ รู้เส้นทางการประสานงาน (Co-odinator map) ผู้นำทีมต้องจัดสรรหน้าที่ตามศักยภาพและขีดความสามารถของสมาชิกแต่ละท่าน(แต่อยู่ในความเห็นของทีมด้วย) ย้ำ!! บทบาทหน้าที่ต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ

3. สร้างระเบียบและข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน เมื่อหลายคนมาอยู่รวมกัน เพื่อให้การทำงานหลังจากนี้เป็นไปตามกรอบของแผนงานและสามารถจัดการเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สมาชิกทุกท่านในทีมต้องร่วมกำหนดระเบียบและข้อตกลงในการทำงานพร้อมมาตรการทางวินัย ย้ำ !! ให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการร่างระเบียบนี้ เพื่อให้เกิดการยอมรับและตระหนักตjvระเบียบและข้อตกลงในการทำงาน

4. สร้างให้ทุกคนในทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน หลายกาย หลายคิดแต่หัวใจเดียว คือทุกคนพร้อมที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน ทุกคนพร้อมที่จะเสียสละตัวเองเพื่อเป้าหมายเดียวกัน และจะเดินเคียงข้างกันโดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพื่อไปสู่เส้นชัยพร้อมกัน เหมือนวลีที่เราได้ยินบ่อยๆ ไปคนเดียวไปได้ไว ไปด้วยกันไปได้ไกล (สุภาษิตแอฟริกา)

5. สร้างการมีส่วนร่วมและทำงานอย่างมีระบบ หรืออาจนำหลัก PDCA มาใช้ในการปฏิบัติงาน แต่เติมคำว่าร่วมไว้ข้างหน้าเสมอ ร่วมวางแผน ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ ร่วมปรับปรุง สมาชิกทุกคนในทีมสำคัญเป็นเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของทีม ผู้นำจะต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนออกความคิดเห็น จากนั้นให้ร่วมกันคัดความคิดที่ดีที่สุดออกมา ซึ่งความคิดที่ดีที่สุดอาจไม่ได้เกิดจากคนๆเดียว แต่อาจมาจากหลายๆคนรวมกันก็ได้

6. สร้างความหึกเหิมตลอดเวลา หน้าที่สำคัญของผู้นำทีมที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างคือการสื่อสารหรือพูดเพื่อสร้างกำลังใจ สร้างแรงจูงใจ และแรงบันดาลใจให้เกิดพลังขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

7. เพิ่มแรงเหวี่ยงเมื่อถึงเส้นชัย(ย่อย) เมื่องานสำเร็จลง จำเป็นต้องมีการฉลองความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นคำชมเชย งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือของขวัญที่มีค่าทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงเหวี่ยง(ลองคิดภาพนักกีฬาขว้างจักร) ให้ทีมไปได้ไกลขึ้น ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ

 

ผมใช้หลักการ 7 ข้อนี้ในการทำงาน "สร้างและพัฒนาทีมงาน" ให้กับองค์กรทั่วประเทศ ครับ

อาจารย์ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

ถ้า "ความไม่เข้าใจ" เป็น "ไฟ"

   "การฟัง" ก็เป็น "น้ำ"

 

โลกเราทุกวันนี้มาถึงจุดที่การสื่อสารมันไร้พรมแดน

แต่แปลกมั้ย!! ว่าเหมือนเราจะฟังกันน้อยลง

 

ในยุคที่ทุกคนเอาแต่พูดพูดในสิ่งที่เราคิดออกมามากมายแต่เหมือนเราจะเข้าใจคนอื่นน้อยลง.....เพราะอะไร ???

ทักษะการฟังเป็นทักษะที่จะทำให้เรารู้ว่าคนอื่นกำลังสื่อสารอะไรทั้งถ้อยคำและความรู้สึกการฟังที่ดียังช่วยสร้างTrust (ความเชื่อใจ) อีกด้วย

 

ถ้าหัวหน้าเอาแต่พูดๆๆๆ โดยไม่ฟัง อะไรจะเกิดขึ้น.......

"6 เทคนิคฟังแบบไหนมัดใจลูกน้อง"

 

1. ฟังโดยไม่คาดหวังอะไรจากลูกน้อง การฟังแบบนี้จะลดการตอบโต้กลับ ก่อนที่ลูกน้องจะพูดจบ

2. รับฟังโดยปราศจากอคติ การฟังแบบนี้จะทำให้รับสารที่ลูกน้องสื่ออย่างครบถ้วน และ ตกหล่นน้อยที่สุด

3. สบตาและตอบกลับความสนใจ การมองตาระหว่างการสนทนาทำให้ลูกน้องรู้ว่าคุณสนใจในสิ่งที่เขาบอก และการเอ่ยคำตอบรับความสนใจสั้นๆเช่น อืม , ครับ จะทำให้การสนทนาต่อเนื่องและลูกน้องจะมั่นใจในการสื่อสารมากขึ้น

4. ฟังพร้อมสังเกตอากัปกิริยาและอารมณ์ สิ่งเรานี้จะทำให้สารที่ได้รับจากลูกน้องชัดเจนขึ้น อาจทำให้รู้ได้เลยว่าความต้องการ หรือปัญหาของลูกน้องมาจากไหน

5. จับใจความและตั้งคำถามอย่างน่าสนใจ จับใจความสำคัญของการสนทนาว่าประเด็นหลักที่ลูกน้องต้องการจะสื่อคือไร เมื่อลูกน้องพูดจบหรือจังหวะเหมาะสม ให้ทวนและตั้งคำถาม(ที่น่าสนใจ) = คำถามเชิงบวกที่จะนำไปสู่ทางออก

6. ขอบคุณทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดการสนทนา หมายถึงคุณให้เกียรติเขา เห็นความสำคัญของเขา และแน่นอนว่าเมื่อเขามีเรื่องอะไร เขาจะเข้าหาคุณ และคุณคือที่พึ่งสำหรับเขา


 

"5 เทคนิคเป็นไอดอลของลูกน้อง"

ไอดอลคืออะไร....
ไอดอลคือ....บุคลลที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต

แล้วจะให้ลูกน้องมองเป็นไอดอลต้องทำไง..

 

1. เข้าใจลูกน้องให้เป็น ลองไปอยู่ในที่ที่เขาอยู่
ลองไปยืนในที่ที่เขาเป็น แล้วคุณจะเข้าใจลูกน้องมากขึ้น
อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้งแล้วคาดหวังลูกน้องไปทั่ว
"เอาใจเขามาใส่ใจเรา" ไม่มีอะไรที่ได้ดั้งใจทุกเรื่อง แม้กระทั่งตัวเราบางทียังไม่ได้ดั่งใจตัวเองเลยจริงมั้ย

2. เติมในสิ่งที่เขาขาด สร้างลูกน้องให้เติบโต

เสริมในสิ่งที่เขาขาด ความรู้ , แรงจูงใจ,โอกาส ขาดอะไรก็เติมให้เขา ลองเปลี่ยนมาอยู่เบื้องหลังดูบ้าง ผลักดัน
ให้ลูกน้องโดดเด่น และก้าวหน้าเติบโตแทนเรา (เพราะวันหนึ่งก็หมดยุคของเรา) อยากให้คนพูดถึงเราแบบไหนในวันที่เราตาย ทำแบบนั้นแหละ !!

3. คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เมื่อลูกน้องมีปัญหาอย่าปล่อยให้เค้าเค้วงคว้าง เมื่อลูกน้องทำผิดแล้วอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ให้เปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็น กำลังใจให้เขาทำเรื่องนั้นให้ดีขึ้น ให้คำแนะนำแทนการคำตัดสิน

4. ออกหน้ารับผิดโดยไม่สนใจเหตุผล ถ้าใครมาว่าลูกน้องเรา บอกเค้าไปเลยว่า.......

     "ผมผิดเองครับที่สื่อสารลูกน้องไม่ดี "
     "ผมผิดเองครับที่สอนงานเขาไม่ชัดเจน"
     "ผมผิดเองครับที่สั่งงานลูกน้องไม่เคลียร์"

เมื่อทำแล้ว ก็กลับไปทำในข้อที่ 3.....

5. วางตัวให้ลูกน้องเข้าถึงง่ายๆ จำไว้ว่า

"ถ้าหัวหน้าพูดมาก ลูกน้องจะพูดน้อย"
"ถ้าหัวหน้าฟังน้อย ลูกน้องก็จะไม่พูดและไม่ฟังคุณ"
ไม่เจ้ายศ เจ้าอย่าง ไม่บ้าขั้น ปั้นตำแหน่ง วางตัวเป็นกันเอง ดูว่าสถานการณ์ควรเป็นเพื่อน ควรเป็นพี่ ควรเป็นพ่อ แสดงออกให้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

5 เทคนิคง่ายๆ ลองไปปรับใช้ดูนะครับ

"ไอดอล คือ ความเชื่อใจ (Trust)
ถ้าลูกน้องเชื่อใจ ทำอะไรก็ง่าย" จริงมั้ยครับ ??


 

ทำงานมานับ 10 ปีแต่ชีวิตเหมือนจะไม่ไปไหน
ทำงานมานับ 10 ปีแต่ไม่เคยเห็นความก้าวหน้า
ทำงานมานับ 10 ปีแต่เงินเดือนยังช๊อตทุกเดือน

เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น......

เคยคิดกันมั้ยครับว่าจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่?
แล้ววันทำงานวันสุดท้ายเราอยู่ตรงไหน?

ที่คนเราทำงานแล้วไม่มีอนาคต

ก็เพราะเราไม่ได้วาดอนาคตไว้หรือป่าว........

10 พฤติกรรมคนทำงานที่ไม่มีอนาคต

1. ไม่มีความรับผิดชอบ ทำอะไรไม่เคยสำเร็จทันตามกำหนดเวลา ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ อย่าถามเรื่องผลลัพธ์เพราะไม่มี

2. วันๆเอาแต่บ่น ใครให้ทำอะไร หัวหน้ามอบหมายงานอะไร ก็ขอบ่นไว้ก่อน เข้างานยันเลิกงานก็ยังบ่นไม่หยุด บ่นทุกอย่างที่ขวางหน้า เวลาเจอปัญหาแทนที่จะหาทางแก้ ก็บ่น

3. ไร้วินัย มาทำงานสายเป็นประจำ นัดพบลูกค้าก็ไม่เคยไปตามเวลานัด ทำผิดระเบียบบริษัทบ่อยครั้ง ผิดซ้ำผิดซาก

4. ไม่เคยพัฒนาตัวเอง ตื่นเช้าทำงาน ตกเย็นเลิกงาน ชีวิตมีแค่นี้ไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเอง ไม่เคยทบทวนปัญหาที่พบเจอในการทำงาน ไม่เคยวัดผลการเติบโตของตัวเองแต่ละปี

5. เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน หลบๆ อู้ๆ เอาเปรียบคนอื่น หาทางสบายให้ตัวเอง คนอื่นป็นยังไงช่างมัน

6. คิดว่าตัวเองเก่งแล้วเบ่งไปเรื่อย คิดว่าตัวเองเก่งและถูกเสมอ ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของใคร พอมีใครมาขัดก็ชักสีหน้าใส่

7. มีแต่ความคิดลบๆเต็มสมองไปหมด พูดและมองโลกในแง่ลบตลอดเวลา มองอุปสรรคก่อนโอกาส ชอบจับกลุ่มนินทาเจ้านายและองค์กร

8. ขี้วีนขี้หงุดหงิด ใครทำอะไรไม่พอใจก็ทำท่าทำทางใส่ ไม่รู้ไปกินอะไรมา คนแบบนี้จะทำให้บรรยากาศในการทำงานเสีย

9. ไม่ทุ่มและใส่ใจงานที่ทำ ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าเราเต็มที่กับมันผลลัพธ์จะออกมาดีเสมอ ถ้าเฉื่อยชาทำไปงั้นๆ ผลลัพธ์ก็จะออกมางั้นๆ คุณลองเลือกดู

10. ไม่มีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ถ้าไม่ไม่จุดหมายเราก็ไปรู้จะไปไหน ควรกำหนดเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน เช่นอีก 3 ปีฉันจะเติบโตเป็นหัวหน้าแผนก อีก 5 ปีฉันจะเติบโตเป็นผู้จัดการแผนก อีก 10 ปีฉันจะเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายงาน....ฯลฯ พอมีเป้าหมายเราก็เริ่มจะเห็นทางที่จะไปถึงเส้นชัยได้

 


 

นิยาม "ผู้นำในยุคดิจิทัจ" ผ่านคำว่า “D I G I T A L”

---------------------------------

D : Diversity (ความหลากหลาย) ผู้นำในยุคดิจิทัจ ต้องสามารถบริหารจัดการความหลากหลายที่เกิดขึ้นได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ทั้งความหลากหลายที่เกิดขึ้นใน "คน" และความหลากหลายของ "สถานการณ์" สไตล์การทำงานแบบ One-size-fits-all (วิธีเดียวใช้กับทุกเรื่อง) อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว "Tailor-made" (วิธีสั่งตัด) จะใช้ได้กับ ความหลากหลายซับซ้อนที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัจนี้


I : Influence (โน้มน้าว) นานแล้วที่หมดยุคของการบังคับ มาสู่ยุคแห่งการโน้มน้าวจูงใจ เพราะคนจะขับเคลื่อนผลงานจากความเต็มใจเท่านั้น!! (ระดับผลงานนอกจากจะอยู่ที่ความรู้ความสามารถแล้ว แรงจูงใจก็สะท้อนถึงผลงานด้วยเช่นกัน) ลดการใช้ Position Power (อำนาจจากตำแหน่ง) แล้วสร้าง Personal Power (บารมี)


G : Good_Governance (ธรรมาภิบาล) ในโลกที่การส่งต่อข้อมูลไร้พรมแดน หลังจากนี้ ถ้าผู้นำบริหารจัดการ หรือควบคุมดูแล ไม่เป็นไปตามครรลองคลองธรรม เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป และแน่นอนว่าต้องส่งผลต่อชีวิตทั้งชีวิตแน่ๆ Feedback Loop(ระบบสะท้อนกลับ) จะเป็นพระเอกในการควบคุมและจัดการ ให้ คนแย่ๆ ตกเวทีไปเอง


I : Information (ข้อมูล) ผู้นำในยุคดิจิทัจ ต้องทำงานบนพื้นฐานข้อมูล และต้องเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แน่นอนว่าความสามารถในการบริหารและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้นผู้นำต้อง "ถาม" และ "ฟัง" ทีมเพื่อนำมาสู่ข้อมูลที่สำคัญ "Data Science"(วิทยาการข้อมูล) ผู้นำที่ไม่รู้เรื่องนี้ในยุคนี้จะเสียเปรียบ หลักการง่ายๆ ของมันคือCollect (เก็บข้อมูล) , Manage (จัดการข้อมูล), Analyze (วิเคราะห์ข้อมูล), Decision (นำข้อมูลมาช่วยตัดสินใจ)


T : Targeting (เป้าหมาย) ทิศทางที่ชัด และทางนั้นสามารถไปถึงได้เร็ว ใช้ทรัพยากรไม่เยอะ โอกาสที่จะ ชนะ อยู่รอด เติบโต มีสูงมาก ผู้นำต้องมี Vision (วิสัยทัศน์) เป้าหมายต้องชัด Strategic (กลยุทธ์) ต้องดี และสุดท้ายต้องมีระบบการติดตาม ประเมินผล เพื่อหาสิ่งที่ขาดตกบกพร่องระหว่างได้อย่างครบถ้วนและจัดการแก้ไขได้ทันท่วงที


A : Achieve (ทำให้สำเร็จ) การเรียนรู้จากความผิดพลาดบ่อยๆ ในยุคที่แข่งขันสูง เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ อาจไม่เหมาะสมนัก จากนี้ผู้นำจะทำอะไรต้อง คาดหวังผลลัพธ์ได้ ต้องมีแนวโน้มที่สำเร็จมากกว่า 70% หากผิดพลาดต้องรู้ตัวเร็ว และ ปรับให้เร็วถ้าล้มก็ต้องล้มให้เร็วแล้วรีบลุก


L : Learning_Agility (เรียนรู้เพื่อความคล่องตัว) ความจริงมันคือความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งต่างๆ รอบตัว และ นำมาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ แม้ว่างานนั้นจะไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม


5 คาแรคเตอร์ผู้นำที่มี "Learning_Agility" สูง

1. Self_Awareness : รู้ว่าจุดแข็ง และจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร
2. People_Agility : สามารถทำงานกับกลุ่มคนที่หลากหลายได้ดี รวมไปถึงประยุกต์การสื่อสารให้เหมาะกับคนแต่ละกลุ่มได้ดีเยี่ยม
3. Mental_Agility : กล้าและชอบที่จะเผชิญกับความยุ่งยากซับซ้อน
4. Change_Agility : ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง กล้าและชอบทดลองอะไรใหม่ๆเสมอ
5. Results_Agility : สร้างผลงานออกมาได้ดี แม้จะเป็นการทำงานนั้นครั้งแรกก็ตาม

ขอบคุณที่มาของข้อมูล "Learning_Agility" : https://goo.gl/e2dUw1

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"6 เทคนิคสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ลูกน้อง" (SAFE ZONE MANAGEMENT)

 - ถ้าหัวหน้าเชื่อว่า....ส่วนสำคัญของผลงานและความสำเร็จของทีมมาจากลูกน้อง

 - ถ้าหัวหน้าเชื่อว่า....ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่ เกิดจากลูกน้องไม่อยากทำ มากกว่า ไม่มีความรู้ (แรงจูงใจ)

 - ถ้าหัวหน้าเชื่อว่า....เรื่องที่ปวดหัวในการทำงานวันนี้ มาจาก คน มากกว่า งาน

 

บทความนี้เหมาะกับ "คุณ" มากยาวหน่อย แต่ โคตรดี....
--------------------------------------------------
คนจะสร้างผลงาน มีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 อย่างคือ
1. ขีดความสามารถ (รู้ / ไม่รู้)
2. แรงจูงใจ (อยาก / ไม่อยาก)
3. โอกาสที่จะได้ทำ (มี / ไม่มี)

ปัญหาเรื่องผลงานไม่พ้น3ปัจจัยนี้
ถ้าคุมควบ 3 ปัจจัยนี้ได้ "ผลงาน" ก็อยู่ในกำมือ

 

แต่.......มี 1 ใน 3 นี้ ควบคุมและบริหารยากมาก 
คือ.......แรงจูงใจ แล้ว "แรงจูงใจ" บังคับกันไม่ได้ !! 
เขาต้อง "อยาก" เท่านั้นถึงจะทำ ทำอย่าง "เต็มที่"

 

สมองไม่ชอบ "ความกลัว" หากจะเค้น "ศักยภาพ"

ของคนต้องทำให้เขารู้สึก "ปลอดภัย" ก่อน

 

แล้วจะทำให้ลูกน้องรู้สึกอย่างนั้นได้ยังไง.......??

--------------------------------------------------

"6 เทคนิคสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ลูกน้อง(SAFE ZONE MANAGEMENT)

พูดให้น้อยฟังให้มากขึ้น ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการที่ "หัวหน้า" พูดน้อย ไม่ได้หมายความ "ลูกน้อง" จะพูดมากขึ้น เพียงแต่ถ้าหัวหน้าฟังมากขึ้น ลูกน้องมีแนวโน้มอยากพูด ซึ่งหัวหน้าต้องเปลี่ยน "คำสั่ง" เป็น "คำถาม" ด้วย ถามให้ลูกน้องได้คิด , ถามให้ลูกน้องมีส่วนร่วม ถามกระตุ้นให้ลูกน้องพูดเยอะขึ้น และผมเชื่อว่าแค่การฟังจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้

 

ให้โอกาส สร้างพื้นที่ สร้างเวที ให้ลูกน้องได้คิด ได้พูด ได้นำเสนอไอเดีย ได้ขับเคลื่อนความคิดตัวเอง ได้เลือกวิธีการทำงานด้วยตัวเอง ที่สามารถไปสู่ผลลัพธ์ที่หัวหน้าและองค์กร อยากได้เหมือนกัน ใครๆก็อยากทำถ้าความคิดนั้นมีส่วนมาจากตัวเอง เนอะ.....

 

เปลี่ยนจากการออกคำสั่งและควบคุมมาเป็นการมอบหมาย การออกคำสั่ง ลูกน้องจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานต้องทำตามเส้นที่หัวหน้าขีดไว้ทั้งขั้นตอน ทั้งวิธีการ แต่การมอบหมาย ลูกน้องจะมีพื้นที่ มีช่องว่างและได้เรียนรู้การตัดสินใจ การคิด การแก้ปัญหาเองผ่านช่องว่างนี้ ลูกน้องมีอิสระมากขึ้น นอกจากลูกน้องจะรู้สึกภูมิใจต่อผลงานตัวเองมากขึ้นแล้วยังได้พัฒนาศักยภาพลูกน้องอีกด้วย คุ้มจริงๆ

 

ไม่กลัวความผิดพลาด บางครั้งหัวหน้า บังเอิญ บังเอิญนะครับ ใช้คำว่า บังเอิญ  เผลอไปสร้างกฎการทำงานโดยไม่รู้ตัวไปบอกลูกน้องห้ามทำงานผิดจนเกิดเป็นวัฒนธรรม "จับผิด" ชื่อก็บอกอยู่แล้วใครผิดจะจับลูกน้องก็กลัวจน...มีทางออกที่บังเอิญเหมือนกันคือ "ไม่ต้องทำ จะได้ไม่ต้องผิด" งานเข้าแล้วที่นี้ !! บางครั้ง ความล้มเหลวผิดพลาด ก็มีมุมดีเหมือนกันคือมันเป็นข้อมูลที่ดีในการนำไปสู่ความสำเร็จ (แต่ผิดซ้ำบ่อยๆ เรื่องเดิมอันนี้ก็ไม่ได้) กับดัก ของหัวหน้างานที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งก็คือ "กลัวความผิดพลาดเกินไป จนไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ" และแน่นอนว่าธรรมชาติของการทำงานย่อมมีปัญหาหัวหน้ามีหน้าที่เปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียน ให้ลูกน้องได้เรียนรู้ ไม่ใช่ "ขยี้" แล้วพื้นที่ความปลอดภัยจะขยายวงกว้างขึ้น

 

ขับเคลื่อนความคิดที่มาจากทีม การสร้างความร่วมไม้ ร่วมมือ เป็นทิศทางในการทำงานยุคดิจิทัจที่สำคัญ เพราะภารกิจหลังจากนี้ จะหลากหลาย ซับซ้อนขึ้น ต้องยอมรับว่าวันนี้หัวหน้าแกร่งคนเดียวอาจไม่รอด ทีมต้องแกร่งด้วย การสร้างความรู้สึกการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากมันจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้นแล้วยังช่วยให้ หัวหน้า มีข้อมูล มีทิศทาง มีแรงสนับสนุน ในการบริหารจัดการได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

ชมเชยสร้างแรงเหวี่ยง "คำพูดคำเดียวเปลี่ยนชีวิตคนไปทั้งชีวิต" จะ "ปัง!!" หรือ "พัง!!" เท่านั้นเอง การติดตามให้กำลังใจในผลงานที่ลูกน้องทำ หรือ แม้จะทำไม่สำเร็จ ก็ชมได้ เพียงแค่แยก "ความพยายาม" กับ "ผลลัพธ์" ออกจากกัน ชื่นชมในความพยามยามและ.......แนะนำวิธีการไปสู่ผลลัพธ์ ผมเชื่อว่า "การตำหนิ" ไม่ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น(อย่างยั่งยืน) ถ้าจะทำได้ต้องมีศิลปะในการตำหนิ สำหรับผม แก่นของการตำหนิคือ "การให้เขาตระหนักรู้ถึงผลเสียและอยากปรับปรุงมัน" เพราะฉะนั้น "การเกรี้ยวกราด" จึงใช้ไม่ได้

ถ้าอ่านจบ 6 ข้อนี้ไม่ใช้แค่สร้างพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่มันจะสร้าง...............อื่น ๆ อีกมากมาย

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"หัวหน้างาน"  มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโต อยู่รอดขององค์กร

งานวิจัยชี้ว่า "ความสำเร็จ" ของทีม มาจากอิทธิพลของหัวหน้า ถึง 74%และแน่นอนว่า "ความล้มเหลว" ก็เช่นกัน

"เห็นได้ชัดในวงการกีฬา"

 

แล้วนิสัยอะไรถ้า "หัวหน้า" มี  เตรียมปูเสื่อรอรับความล้มเหลวได้เลย.....

ฟังใครไม่เป็น การฟังนอกจากช่วยสร้างความเข้าใจ รับรู้ข้อมูลแล้ว ยังสามารถสามารถความเชื่อใจในทีมอีกด้วย จริงมั้ย !!

"ถ้าหัวหน้าฟังเรา เราจะรู้สึกอย่างไร"

 

คุมอารมณ์ไม่ได้ เกรี้ยวกราด ฉุนเฉียว นิสัยเหล่านี้แสดงถึงความเป็นผู้นำที่ชัดเจน นอกจากลูกน้องจะตีตัวออกห่างแล้ว และงานวิจัยชี้ว่า หัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำสูง จะสามารถจัดการงานที่หลากหลาย ซับซ้อนได้ดีกว่าหัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำต่ำ

 

กลัวคนอื่นจะดีกว่า กลัวลูกน้องจะเด่นกว่า กลัวจะหมดความสำคัญ นี่คือ กับดักความคิด ที่น่ากลัวของผู้นำทั้งหลาย Mindset แบบนี้จะทำให้คุณทรยศบทบาทตัวเอง ในการที่จะพัฒนาลูกน้อง ช่วยเหลือลูกน้องให้เขาเติบโต สุดท้ายแล้วทีมคุณจะล้าหลังและล้มเหลว

 

ไม่ยอมรับความผิดพลาด ธรรมชาติของการทำงานย่อมมีความผิดพลาด "คนไม่ผิดคนคือที่ไม่ทำอะไรเลย" วลีที่ยินบ่อย ความผิดพลาดไม่ได้น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัว การไม่ยอมรับ และ แก้ไข เรื่องแย่ๆ จะเยี่ยมได้ ต้องยอมรับมันก่อนว่ามันแย่ จริงมั้ยครับ

 

ใช้แต่ความรู้สึกบริหาร การเรียนรู้เป็นเรื่องจำเป็นของทุกชีวิตบนโลก ไม่ใช่แค่หัวหน้า เพียงแต่ ยิ่งสูง ยิ่งมีความรับผิดชอบมาก ความรู้จึงทวีความจำเป็นมากขึ้น ความรู้จะช่วยสร้างและเลือกทิศทางในการขับเคลื่อน ทีมงาน องค์กร หากไม่มีความรู้ ความรู้สึกจะถูกดึงมาใช้เยอะขึ้น แนวโน้มที่จะตัดสินใจผิดในยุคดิจิทัลนี้มีสูงมาก เลือกผิดนิดเดียว อาจพังได้เลยในยุคนี้ เพราะฉะนั้น หัวหน้าต้องอัพเดท ตัวเองตลอดเวลา

 

ยึดติด โลกก้าวไปเร็วมาก มีหลายอย่างเกิดขึ้น มีหลายอย่างหายไป กรอบความคิดแบบยึดติด เป็นนิสัยที่เป็นอุปสรรคของการอยู่รอด เติบโต ในยุคนี้


6นิสัยช่วยให้การบริหารงานบริหารคนล้มเหลวได้มั้ยครับ? (คำถามที่ไม่ต้องตอบเลย)

บางนิสัยอาจไม่ส่งผลในระยะสั้น แต่ผมเชื่อว่านิสัยทั้ง 6 นี้จะเรียก "ความพินาศ" มาหาแน่นอน

---------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"ลูกน้องแบบนี้ ลูกพี่อยากได้"

ลูกพี่ที่เขาเก่งๆ น่ารักๆ เขาอยากได้ "ลูกน้อง" 
แบบไหนมาร่วมทีมน้า....

มองความเป็นไปได้ก่อนอุปสรรค มีความคิดแบบ Growth Mindset(ความคิดแบบเติบโต)

ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ถ้าหยุดเรียนรู้ เท่ากับย่ำอยู่กับที่ นี่เป็นคำพูดเมื่อ 10 ที่แล้ว , หยุดเรียนรู้ เท่ากับ ถอยหลัง คำพูดนี้ก็เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา , ส่วนวันนี้หยุดเรียนรู้ เท่ากับ ตาย!! ตายสถานเดียวเท่านั้น เพราะคุณจะ "ถูกทิ้ง"

มีแผนเดินตามแผนเสร็จตามแผน ทำงานต้องมีกระบวนการ และกระบวนการต้องคล่องตัว ไม่เทอะทะ ไม่อืดอาด

ไม่ใช่แค่มีทีมแต่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันกับทีมได้ มีความสามารถในการสร้าง Trust (ความเชื่อใจ ไว้วางใจ) นี่ถึงจะเรียกว่าพลังของทีมอย่างแท้จริง (The Power of Team)

คล่องตัวยืดหยุ่นรับมือได้ทุกสถานการณ์ Fast Change ทำให้เกิด Effect หลายอย่าง "ความหลากหลาย" เป็นหนึ่งในนั้นและสิ่งจะรับมือมันได้คือ "ความยืดหยุ่น คล่องตัว" (อ่านสถานการณ์ออก วิเคราะห์ได้ มีทักษะรับมือ)

ทักษะการนำเสนอเฉียบขาด สิ่งที่จะทำให้ ทีมงานรับรู้ถึง ความเคลื่อนไหว และความสำเร็จ หรืออื่นๆ ที่ง่ายและทรงประสิทธิ์ ก็คงไม่พ้น "การพูด" และพูดได้อย่างเดียวไม่พอ ต้องพูดเป็นด้วย "ศิลปะการสื่อสาร" ยังสำคัญทุกยุคทุกสมัย

คิดแบบเชอร์ล็อคโฮล์มส์ เวอร์ไปหน่อย 555+ เอาเป็นว่า คิดเป็นระบบ ช่างสังเกต เชื่อมโยงลึกล้ำ แก้ปัญหาได้สุดยอด

ไอทีห้าจีเอไอ เป็นการเล่นคำนะครับ งง เลย 55+ หมายถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และยังประยุกต์มาใช้ในการทำงานได้ด้วย ยุคนี้ใครก็คงปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้จริงมั้ยครับ.....

----------------------------------------------
ลูกน้อง ขั้นเทพแบบนี้ต้องคู่กับ 
ลูกพี่ ชั้นเซียนเท่านั้นเนอะ...
---------------------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)



เขียนเรื่อง "บริหารลูกน้อง" บ่อยแล้ว
มา "บริหารเจ้านาย" กันบ้าง

หลายครั้งที่ไปบรรยายเกี่ยวกับการบริหารจัดการ 
พอผ่านเนื้อหา เทคนิคการบริหารลูกน้องแต่ละสไตล์
แล้ว ก็จะมีหลายท่านถามผมว่าแล้ว บริหารเจ้านาย
หัวหน้า มีบ้างไหมคะ อาจารย์ (แล้วก็แอบขำ 555+)

ผมก็ตอบกลับขำๆไปว่า มี 3 วิธีครับ.....

ถ้า "หัวหน้างี่เง่า" "เจ้านายไม่น่ารัก" ทำไง......

วิธีแรก เอา "เขา" ไปจาก "เรา" อันนี้น่าจะยากเนอะ
ข้ามไปข้อต่อไปดีกว่า

วิธีที่สอง เอา "ตัวเรา" ออกมาจาก "เขา" วิธีนี้ง่ายกว่าวิธีแรกครับ ว่าแต่เลือกเลยไหมครับ จะได้ปริ้นใบลาออกให้เลย

ถ้าเลือกข้อนี้วิธีที่สามคงไม่จำเป็นแล้วมั้งครับ 555+ (ขำๆนะครับ)

วิธีที่สาม ปรับตัวเรียนรู้ "เขา"
เหมือนอาจารย์จะบังคับให้เลือกข้อนี้นะคะ 
อ๋อใช่ครับ 555+

----------------------------------------
“ให้เจ้านายเป็นหนังสือ เพียงแค่เราค่อยๆอ่าน ค้นหาใจของเขา” (เพลงของเป็นตัวเลือก กะลา)

ถ้าใครเลือก วิธีที่สามนี้ ผมมี 5 เทคนิคมาฝากครับ

1. ต้องรู้สไตล์เจ้านาย ทำงานกับใครต้องรู้ใจเขาก็โน้มน้าวนำมาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้ ได้ง่าย เจ้านายบางคน ละเอียดชนิดแว่นขยายเรียก แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับความรอบคอบ เจ้านายบางคนชอบงานเร็ว สั่งวันนี้จะเอาเมื่อวานนี้ (เป็นไปได้ไหม) เจ้านายบางคนคำถามเยอะ เจ้านายบางคนสนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ หาให้เจอว่าเขาสไตล์ไหนและให้ความสำคัญกับอะไร

 

2. สื่อสารเขาตลอดว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ แต่การสื่อสารไม่ต้องพูดเสมอไปนะครับ สื่อสารผ่านการกระทำ ผ่านผลงานไปก็ได้ ให้เขารู้ว่าเราทำงานอยู่นะ เราทุ่มเทอยู่นะ (ความจริงหัวหน้าก็แอบมองเราอยู่นะจ๊ะแต่เราไม่รู้บ้างเลย )

 

3. เมื่อมีปัญหา ให้หาคำตอบไว้ด้วย อยากจะไปปรึกษาเจ้านาย เมื่อก่อนเดินไปตัวเปล่า พร้อมคำถาม วันนี้ให้ พาคำตอบ ในมุมของเราไปด้วย คะแนนความเชื่อใจ คะแนนความน่าเชื่อถือคงเพิ่มขึ้นไม่น้อย

 

4. เหมาะสม ดีกว่า ถูกต้อง บางครั้งคันปากมากๆ อยากพูดจริงๆ เจ้านายรู้ไม่จริงเอาซะเลย แต่ให้ท่องในใจว่า เหมาะสม ดีกว่า ถูกต้อง พูดไปตอนนี้เจ้านายเสียหน้า เราจะเสียอีกหลายอย่างเลย (เชื่อผมสิ ผมเรียนมา ) กาละเทศะ ครับ

 

5. ชมเจ้านายตัวเอง บอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำ (ที่เราถูกใจ) มันเยี่ยมมากเลยครับ ผมทำงานคล่องตัวขึ้นมาก ชมเขาบ่อยๆ เดี๋ยวเค้า ก็ทำให้เห็นบ่อยๆ ครับ คราวนี้แหละ....

 

เจ้านายก็จะอยู่ในกำมือเรา (หัวเราะแบบเจ้าพ่อ)

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

ทำไม "ผู้นำ" ในองค์กรขาด "ภาวะผู้นำ" ? เป็นคำถามที่ผมเจอบ่อยมากๆ

ถ้าหากจะตอบ จากประสบการณ์ ที่ผมทำโปรแกรมพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กร
(Leadership Development Program) มาระยะหนึ่ง

ผมคงตอบว่า..... "ผู้นำส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นความสำคัญ ของภาวะผู้นำที่จะนำไปใช้ในการบริหารจัดการได้"

ปัญหาส่วนใหญ่ที่ HR ให้ผมตอนนำมาออกแบบหลักสูตร คือ หัวหน้างานแสดงออกไม่เหมาะสม หัวหน้างานไม่เป็นแบบอย่างที่ดี 
ไม่สอนงานด่าอย่างเดียว 
มีทัศนคติลบกับองค์กร ฯฯฯฯฯ

"เมื่อไม่เห็นความสำคัญ การตระหนักถึงจึงไม่มี
และแน่นอนว่าการพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็ไม่เกิด"

เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ต้องแก้ให้ตรงจุด คือ สร้างให้ "ผู้นำ" ในองค์กรเห็นความสำคัญของภาวะผู้นำก่อน
แล้วค่อยพัฒนาให้เขาเป็นผู้นำที่ดี......เห็นด้วยมั้ยครับ

วันนี้ผมนำหลักการ "ภาวะผู้นำ 5 ระดับ" (John C. Maxwell)
กูรูด้านการพัฒนาภาวะผู้นำของโลกคนหนึ่งมาฝากครับ

เช่นเดิม ผมจะนำมาเล่าให้เข้าใจง่ายๆ สไตล์ผม
---------------------------------------------------
ตามแนวคิดของ John C. Maxwell บอกว่า...ผู้นำในโลกนี้มีอยู่ 5 ระดับ 
(Tips : อ่านไปพร้อมกับดูรูปจะดีมากๆ)

ระดับที่หนึ่ง ผมให้คำนิยามว่า "ตำแหน่ง"
เป็นผู้นำที่ระดับต่ำที่สุด คือ ได้รับแต่งตั้ง แล้วใช้สิทธิหรืออำนาจตามตำแหน่งนี้ให้ผู้คนทำตาม
เพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่าแค่อำนาจอย่างเดียวไม่พอจะทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ
ยิ่งถ้าหลงในอำนาจแล้ว ทุกอย่างจะยากขึ้น 50-100%

ระดับที่สอง ผมให้คำนิยามว่า "ยอมรับ"
ผู้นำในระดับนี้จะให้เกียรติ ผู้ตาม และสร้างความสัมพันธ์เพื่อสร้างการยอมรับ เน้นการสร้างความเชื่อมั่น(Trust)
ในการขับเคลื่อนทีมงาน ใครก็อยากอยู่ในที่ๆสบายใจเนอะ?

ระดับที่สาม ผมให้คำนิยามว่า "ผลงาน"
เป็นผู้นำที่มีความสามารถในการบรรลุผลลัพธ์สูงมากมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานให้
ประสบความสำเร็จในระดับดีมาก ผู้นำระดับนี้ "ผลงาน" การันตีความสามารถ ผู้ตามเชื่อในการตัดสินใจเรื่องงานอย่างไม่สงสัย

ระดับที่สี่ ผมให้คำนิยามว่า "สร้างคน"
เคยได้ยินวลีนี้มั้ยครับ... "ศาสตราจารย์ ที่เหนือ กว่าศาสตรจารย์ คือ ศาสตรจารย์ ที่สร้าง ศาสตราจารย์ได้"
ผู้นำนี้ถือได้ว่าเป็น ผู้นำที่สละตัวตนได้อย่างแท้จริง ผู้นำระดับนี้จะสร้างผู้นำ คนใหม่เสมอๆ
และต้องให้ดีกว่าตัวเองด้วย

ระดับที่ห้า ผมให้คำนิยามว่า "ศรัทธา"
ผู้นำระดับนี้ ผมคิดถึงเพียงพระองค์เดียว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจ พระองค์กรสามารถนำ คนทั้งโลก ได้โดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว...
---------------------------------------------------
ผู้นำในองค์กรไม่จำเป็นต้องไปถึงระดับที่ 5 ก็ได้ แต่ระดับที่ 4 ผู้นำทุกคนจะต้องไปให้ถึง

ลองสังเกตุดูสิว่า จากระดับ 1 - 5 ยิ่งสูงคุณยิ่งทำงานง่ายขึ้น 
และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น

ลองนำไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ "ผู้นำ" ทุกท่าน พัฒนาจาก 1 ขึ้นมา สู้ๆๆครับ
---------------------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"อยากได้ เจ้านาย เป็นหุ่นยนต์"

อะไรบ้างที่ "หุ่นยนต์" ทำแทน "คน" ไม่ได้  คำตอบ คือ "ไม่มี"  แม้วันนี้จะยังทำไม่ได้บางเรื่อง
แต่รับรองได้เลยว่าอนาคตทำได้ "ทุกเรื่อง" แน่นอน

งั้นถามใหม่ แล้วอะไรที่ "หุ่นยนต์" แตกต่างจาก "คน"  คำตอบที่โดนที่สุด : คือ อารมณ์และความรู้สึก
คิดง่ายๆครับ หุ่นยนต์มาโอบไหล่ กับ คนมาโอบไหล่  ความรู้สึกแตกต่างกันลึกลับ เลยใช่มั้ยครับ !!

เจ้านายที่ เกรี้ยวกราด ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้
เจ้านายที่ คลุมเครือ ไม่ค่อยชัดเจน ในการทำงาน
เจ้านายที่ ข้อมูลไม่ค่อยมี มาดเท่ห์ไปวันๆ
เจ้านายที่ สอนงานไม่เคยรู้เรื่อง
เจ้านายที่ อยู่ใกล้แล้ว แรงบันดาลใจ หายหมด!!
เจ้านายที่...........ฯลฯ 

เจ้านายแบบนี้ ทีม พังหมด!!

จะดีมั้ยถ้าให้ หุ่นยนต์ มาเป็นเจ้านายแทน อาจจะสร้าง Good feeling ไม่ได้เท่า "คน" แต่อย่างน้อย ก็ไม่ทำให้ "กำลังใจลดลง"

เชฟ มิชลินสตาร์ ใช้เวลานานนับ 10 ปี เพื่อเรียนรู้เทคนิคต่างๆ และทำอาหารที่เลิศรส
หุ่นยนต์ ใช้เวลาหลักนาที เท่านั้น สร้างอาหารที่เลิศรสและรสชาดคงที่ทุกจาน

คุณหมอ ใช้เวลา เรียนรู้ การอ่านฟิล์มเอกซเรย์ นานนับปี เพื่อจะวินิจฉัยได้ว่าคุณเป็นโรคอะไร
แต่หุ่นยนต์ ใช้เวลาหลักวินาทีเท่านั้น

แต่เชื่อมั้ยว่า!! "ลี เซดอล" แชมป์โกะ(หมากล้อม) โลกชาวเกาหลีใต้ สามารถเอาชนะ "อัลฟาโกะ"
ที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้.....(มีแต่) "แต่ต้องใช้ทีมช่วย เพราะ ไม่สามารถชนะด้วยลำพังได้"

ถ้าคุณจะเป็นผู้นำที่ชนะหุ่นยนต์ คุณต้อง!!!

     1. มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์(ชั่ววูบ)(การเป็นผู้นำชี้วัดด้วย EQ และถูกยอมรับด้วย IQ)

     2. สร้างบรรยากาศในการทำงาน ให้ลูกน้องเกิด Good feeling ที่อยากทำงาน(ด้วยความเต็มใจ และเต็มศักยภาพ)

     3. รู้จักบริหารทีมงาน และสร้างทีมงานให้แกร่งพร้อมทุกสถานการณ์

     4. เรียนรู้องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้คุณและทีมประสบความสำเร็จ (ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเหมือนหุ่นยนต์)

     5. พัฒนาลูกน้องจากจุดแข็ง และเลือกที่จะดึงเอาจุดแข็งของลูกน้องแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์มาที่สุด (เพราะถ้าจะให้ดีทุกเรื่องเหมือนหุ่นยนต์คงไม่ทัน)

     6. เรียนรู้ตลอดเวลา (อ้างอิงจากข้อ 4 และ 5)

     7. สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (TRUST) เพื่อขับเคลื่อนผลงาน(เพราะลำพังแค่การใช้อำนาจสั่งการผลผลิตคงสู้หุ่นยนต์ไม่ได้แน่นอน)

     8. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (ปัจจัยความสำเร็จในการสื่อสารมาจาก "การฟัง" + "ความเชื่อใจ" (Listen + Trust = Success)

     9. หุ่นยนต์ จะคิดสร้างสรรค์ , คิดแก้ปัญหา , คิดนอกกรอบ สารพัดคิด ได้ยากกว่าคน เพราะฉะนั้นนี้แหละคือความต่างที่ทรงคุณค่าที่คน ต้องทำได้ และต้องดีด้วย (สรุปต้องคิดเป็น)

--------------------------------------------------------------------------------

ถ้าคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว....แล้วลูกน้องบอกว่า มีเจ้านายแบบนี้ หัวหน้าแบบนี้
ผู้นำ แบบนี้ ไม่มีซะดีกว่า!!   แสดงว่าคุณรู้แล้ว!! แต่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง

"กฎของการเปลี่ยนแปลง"

>>> ถึงคุณจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ถึงคุณจะไม่สนใจการเปลี่ยนแปลง แต่โลกใบนี้ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ดี <<<
"จงเลือกเอาว่าคุณจะถูกโลกใบนี้เปลี่ยน " หรือ คุณจะเปลี่ยนเอง

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

The 4 Step To Effective Decision-Making
(4 ขั้นตอนตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ)

เมื่อผู้นำต้องตัดสินใจ !!

The 4 Step To Effective Decision-Making การตัดสินใจ เป็น ทักษะสำคัญที่ผู้นำทุกคนต้องใช้ในชีวิตการทำงานประจำวัน (Daily Skills)

 

การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ทั้งในสถานการณ์ ที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา ซึ่งการตัดสินใจ มีโอกาสนำไปสู่ ทางออก และ ทางตัน ได้ เท่าๆกัน

แต่การมีทักษะการตัดสินใจที่ดี จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่คาดหวัง และ ทำให้ผลกระทบการตัดสินใจเป็นไปในทางบวกอีกทั้งยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ด้วย ประโยชน์ของการตัดสินใจที่ดีมีอีกมากมาย....

 ----------------------------------------

The 4 Step To Effective Decision-Making

4 ขั้นตอนตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ

ทบทวนอำนาจหน้าที่ : เมื่อผู้นำหรือหัวหน้างาน พบสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ (ซึ่งอาจเกินขึ้นได้ทั้งที่มีแผนปฏิบัติงานและไม่มีปฏิบัติแผนงาน) สิ่งแรกอาจต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ดูก่อนว่า เรื่องนี้ คุณสามารถตัดสินใจได้เองเลย หรือ ต้องปรึกษาใครก่อน(ผู้บังคับบัญชา) หรือ คุณไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้เลย

Tips : หากคุณมีบทบาทต้องตัดสินใจ อย่าลืม พิจารณาสถานะในเรื่องที่ต้องตัดสินใจด้วยว่าการตัดสินใจนี้ (เร่งด่วน , สำคัญมาก , ผลกระทบสูง , ต้องตัดสินใจทันที) ซึ่งจะส่งผลต่อกระบวนการในการกำหนดทางเลือกและตัดสินใจ หากเรื่องที่ตัดสินใจสำคัญและมีผลกระทบอันตรายหากผิดพลาด (danger decision-making) ผู้นำจะต้องรอบคอบในการตัดสินใจให้มากขึ้น

รวบรวมข้อมูล : การตัดสินใจคนเดียว (Individual Decisions) แบบในอดีต อาจนำมาสู่ประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าการตัดสินใจแบบทีม (Team Decisions) เพราะฉะนั้น การระดมสมองทีมงาน จะทำให้ข้อมูลการจตัดสินใจมีมากขึ้น มุมมองการตัดสินใจจะดีขึ้น จากนั้นให้ผู้นำกำหนดเกณฑ์หรือความคาดหวังจากการตัดสินใจแล้วจึงกำหนดทางเลือกขึ้นมา (เน้นปริมาณก่อนแล้ววิเคราะห์หาเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด) ที่สำคัญอย่าลืมสร้างแผนการรองรับทางเลือกหลังการตัดสินใจด้วย หากเกิดปัญหาและผลกระทบจะได้สามารถแก้ไขได้ทันเวลา(Risk Management)

สื่อสารการตัดสินใจ : เมื่อผู้นำตัดสินใจบนพื้นฐานเหตุผล

และข้อมูลที่พิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ผู้นำต้องสื่อสารการตัดใจสินใจนี้ไปหาผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องรับทราบ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการสื่อสารนั้น คือการสร้างการยอมรับในการตัดสินใจของทีมงาน และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าการตัดสินใจจะถูกต้องและดี แต่หากการขับเคลื่อน Solution นี้จากทีมงานไม่ดี ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน และผลลัพธ์ที่คาดหวังจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังแน่นอน

ติดตามการตัดสินใจ : เมื่อ Solution จากการตัดสินใจดำเนินไปผู้นำต้องติดตามและควบคุม (Monitor Solution) เตรียมพร้อมจัดการกับปัญหาหรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตามแผนที่วางไว้ เมื่อการตัดสินใจผ่านไป อย่างลืมสร้างมาตรฐานการตัดสินใจ เอาไว้ เก็บสถิติเอาไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจครั้งต่อไป

 ----------------------------------------

"การตัดใจ เป็น เครื่องมือการสร้างโอกาสจากสถานการณ์ และ สถานการณ์นั้นสร้างวีรบรุษเสมอ"

---------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)



ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leadership)

เป็นอีกหนึ่งโมเดลหนึ่งที่สำคัญ ในการพัฒนาผู้นำ บนยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ความคิดเชิงกลยุทธ์ สำหรับผู้นำ มีประโยชน์อย่างไร
ความคิดเชิงกลยุทธ์ช่วยในการตัดสินใจให้ดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาและจัดการวิกฤตต่างๆ
ได้ทันเวลา และยังสร้างมุมมองต่ออนาคตอย่างเป็นระบบช่วยทำให้การวางแผนงานมีประสิทธิภาพ

ถ้านำมาเชื่อมโยงกันจะได้ความหมาย ของ ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ก็คือบทบาทในการกำหนดทิศทาง
และการจัดองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น
มีมุมมองระยะยาวส่งผลให้สามารถบริหารการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

----------------------------------

ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่างที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันคือ

Setting a Direction คือ การกำหนดทิศทาง และ วิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งผู้นำต้องมีความสามารถ ในการอ่านสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อจะนำข้อมูลความรู้เหล่านี้ไปสร้างทิศทางหลักขององค์กร ซึ่งทิศทางนี้จะต้องชัดเจนและสามารถปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ได้จริง ที่สำคัญทิศทางนี้ต้องเป็นทิศทางแห่งการเติบโตขององค์กร สร้างความได้เปรียบขององค์กรด้วย

Designing the Organization คือ การออกแบบและการจัดองค์กร ผู้นำต้องสามารถวิเคราะห์ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก เพื่อนำมาเป็นปัจจัยนำเข้าในการออกเเบบการบริหาร อีกทั้งยังต้องมีความสามารถในการเชื่อมโยงการบริหารทุกส่วนงานไปสู่เป้าหมายหลักขององค์กรได้ (ความจริงแล้วต้องกระจายการบริหารจากวิสัยทัศน์และภารกิจไปสู่การบริหารของหน่วยงานต่างๆอย่างเป็นระบบ) ซึ่งการออกแบบการบริหารจัดการที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันจะต้องมีความยืดหยุ่น สามารถรับมือหรือตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงได้ตลอดเวลา และพร้อมจัดการกับวิกฤต ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Instilling a culture คือ การปลูกฝังวัฒนธรรม ผู้นำต้องสามารถกำหนดพฤติกรรมองค์กร และสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างสอดคล้องกับทิศทางเป้าหมายขององค์กร ซึ่ง วัฒนธรรมเหล่านี้จะสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์ตามวิสัยทัศน์ได้เช่น หากเป็นองค์กรธุรกิจบริการ ก็ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ตระหนักถึง ความสำคัญของลูกค้า จรรยาบรรณทางวิชาชีพ เป็นต้น

----------------------------------
ผู้นำเชิงกลยุทธ์ คือ ผู้นำที่มองไกลกว่าผู้นำทั่วไปหนึ่งก้าว
หรือมากกว่านั้น ซึ่งนั่นจะทำให้เป้าหมายของคุณจะสำเร็จง่ายขึ้น เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น
----------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)



ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary leadership)

"ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์" เป็นคำที่ได้ยินบ่อยมาก เข้าใจว่า ความหมายของ วิสัยทัศน์ คือ "เป้าหมายหรือความต้องการในอนาคต ซึ่ง
เป็นการกำหนดทิศทางของภารกิจขององค์กรหรือทีมงาน"

แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ผู้นำที่มีวิสัยคืออะไร มีวิธีการหรือข้อกำหนดอย่างไรว่าอะไร คือ ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์

ถ้าตอบตามความเข้าใจทั่วไปก็คงหมายความว่าผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ คือ ผู้นำที่สามารถสร้างและกำหนดเป้าหมายในอนาคต และ 
สามารถขับเคลื่อนองค์กรหรือทีมงาน ผ่านสภาพแวดล้อมต่างๆ ผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปสู่ เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

---------------------------------------

แล้ว "ผู้นำ" แบบไหน ที่จะทำอย่างนั้นได้ 6 คุณลักษณะของผู้นำเชิงวิสัยทัศน์

Holistic : ผู้นำต้องเข้าใจในภาพรวมของสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งภายในและภาพนอก ที่มีผลกระทบต้ององค์กร รอบรู้ในข้อจำกัดขององค์กร และสามารถพยากรณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ ก่อน วิกฤตนั้นจะเกิดขึ้นจริง เพื่อสามารถจัดการได้ทันอย่างมีประสิทธิภาพ

Interactive : ผู้นำต้องสามารถเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆ กับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสามารถจัดการ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กระบวนการหรือวิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ผู้นำที่จะทำเรื่องนี้ได้ต้องมี Holistic ก่อน

Insightful : ผู้นำต้องสามารถวิเคราะห์ความแตกต่าง หรือ ช่องว่าง ของสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ นอกจากนั้นยังต้องสามารถแยกแยะองค์ประกอบสำคัญ เพื่อวิเคราะห์การตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ ผู้นำที่เป็นนักปฏิบัติและเป็นนักวิเคราะห์วางแผน อย่างสมดุลเท่านั้นจะทำให้สามารถเกิดคุณลักษณะในข้อนี้ได้

Speculative : เมื่อสามารถวิเคราะห์ช่องว่างได้แล้ว ผู้นำต้องสามารถจัดการกับปัญหาและความไม่แน่นอน จากสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามปกติ ซึ่งผู้นำที่มีการพยากรณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากองค์ประกอบต่างๆก่อน ที่วิกฤตหรือความเสี่ยงนั้นจะเกิดขึ้นก่อนเท่านั้น จึงจะทำให้การจัดการปัญหาความไม่แน่นอน หรือ ความไม่สมบูรณ์ต่างๆ มีประสิทธิภาพ

Imaginative : สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใดๆ คือผู้นำต้องสร้างผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่างที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ผู้นำจะต้องสามารถบริหารจัดการ 3P ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ 
- People ผู้นำต้องขับเคลื่อนคนและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ให้คนรู้สึกมีส่วนร่วมและเขาเต็มใจจะไปสู่เป้าหมายนั้นพร้อมคุณภาวะผู้นำ (Leadership) ช่วยได้

- Process ผู้นำต้องสามารถกำหนดหรือบริหารกระบวนการอีกทั้งยังต้องสามารถพัฒนาปรับปรุงกระบวนการต่างๆให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ไปสู่เป้าหมายให้ได้

- Performance ผู้นำต้องสร้างผลงานหรือผลลัพธ์ให้เป็นไปตามแผน หรือมากกว่าแผน การพัฒนาผลงาน 2 รูปแบบใหญ่ๆคือ Diagnosing คือการพัฒนาจากรากของปัญหาที่กระทบกับผลงาน และ Dialogic คือการพัฒนาจากจุดแข็งของกระบวนการที่สร้างผลงานได้ดี

Contingency Thinking : นอกจากจัดการกับปัญหาพื้นฐานได้แล้ว ผู้นำต้องสามารถจัดการกับความซับซ้อนของสภาวะแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อจัดการได้โดยง่าย อีกทั้งสามารถตั้งสมมุติฐานใหม่ๆ เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในอนาคตได้ ผู้นำไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้เพียงคนเดียว การบริหารอย่างมีส่วนร่วม ให้ทีมงานได้นำเสนอทางออกจะช่วยให้ผู้นำมีข้อมูลในการตัดสินใจต่อปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ดีขึ้น

---------------------------------------

ผู้นำนอกจากจะชี้ทางกำหนดทางให้คนเห็นได้แล้ว จะต้องทำให้คนรู้สึกอยากเดินและเต็มใจจะเดินไปทางนั้นได้ด้วย

"เพราะถ้าไม่ได้ คุณอาจล้มเหลว"

---------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

กรอบการบริหารการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้นำ 
(Change Management Framework For Leader)

คุณรู้หรือไม่ว่า จากยุคเกษตรกรรม มาสู่ ยุคอุตสาหกรรม(1.0)ใช้เวลา 10,000 กว่าปี
และใช้เวลาอีกประมาณ 186 ปี เข้าสู่ยุคเทคโนโลยี(2.0)  ยุคคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก
ผ่านไปอีก 44 ปีจึงเข้าสู่ยุค IT(3.0) ในปี ค.ศ 1990
และเวลาอีกเพียง 20 ปีโลกของเรา ก็เปลี่ยนถ่ายสู่ยุคปัจจุบัน ยุคแห่งนวัตกรรม(4.0) ในปี ค.ศ 2015

ลองสังเกตุดูสิว่าโลกของเราก้าวผ่านยุคสู่ยุค ความถี่ของช่วงเวลานั้น สั้นลงเรื่อยๆ "ไม่แน่ว่ายุคถัดไปอาจเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้"

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน และก็เกิดขึ้นรอบตัว

"หากไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันโลกภายนอก
จะเสียโอกาสในการแข่งขัน และเติบโตก้าวหน้า"

แน่นอนว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง = ไม่รอด ถึงรอดก็ = ไม่ก้าวหน้า

"ผู้นำในองค์กร ต้องเปลี่ยนผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร"
ผู้นำต้องมีความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์ ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภายนอก
ซึ่งวิกฤตนั้นกระทบเสถียรภาพด้านใด ด้านหนึ่งขององค์กรโดยตรง

THE 4 STEP Change Management Framework
(กรอบการบริหารการเปลี่ยนแปลง)

4 D Model เป็นเครื่องมือและแนวคิด ที่จะทำให้ผู้นำเข้าใจถึงการจัดการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

DEFINE : อย่างแรกผู้นำจะต้องสามารถวิเคราะห์หาสาเหตุ ที่มาที่ไปของสภาพแวดล้อมหรือปัญหา ภายในองค์กรหรือทีมงาน ได้อย่างถูกจุด ซึ่งผู้นำจะต้องเป็นผู้รับฟัง และมีสไตล์การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participation Management) เพราะจะทำให้การรับรู้สภาพปัญหาหรือ Gap ที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าการเป็นผู้นำแบบ Tell (สั่ง)

Tip : เครื่องมือในการช่วยระบุปัญหาในองค์กรมีมากมายผู้นำต้องเป็นนักประยุกต์ใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์ในองค์กรด้วย

DESIGN : เมื่อสามารถระบุปัญหาและอุปสรรคการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ผู้นำต้องสามารถออกแบบวิธีการ(ที่ยืดหยุ่น) รับมือกับ ปัญหาและอุปสรรคนั้นได้ ผู้นำที่เป็นนักปฏิบัติ เท่านั้นถึงจะสามารถออกแบบการจัดการจากประสบการณ์ได้ ซึ่งผู้สามารถระดมสมองจากทีมงานได้ การรับทราบข้อมูลที่มากมีโอกาสที่ Model ที่ออกแบบมาประสบความสำเร็จ

DEVELOP : เมื่อออกแบบ Model ได้แล้ว ผู้นำต้องสามารถขับเคลื่อนวิธีการนั้นได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งหากยังไม่มั่นใจในโมเดล ก็อย่าด่วนตัดสินใจ เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็ไม่นำไปสู่สิ่งที่ดีเสมอไป ผู้นำสามารถทดลองโมเดลนี้กับกลุ่มเล็กๆ (Pilot Project) ได้ก่อน หากมั่นใจกับวิธีการแล้วจึงค่อยขับเคลื่อนเต็มรูปแบบ

Tip : ทักษะการสื่อสาร การประสานงาน การมอบหมายงาน สำคัญมากใน DEVELOP เพราะฉะนั้นผู้นำต้องสร้างทีมงานให้มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการ DEFINE เพื่อเตรียมความพร้อมให้พร้อมกับการขับเคลื่อนอย่างทันเวลาและมีประสิทธิภาพ

DELIVER : ผู้นำต้องสามารถนำเสนอวิธีการ แนวคิด แนวปฏิบัติ ถ่ายทอดขั้นตอนต่างๆให้กับทีมงาน และ ผู้บริหารได้ หลายครั้งที่ผู้นำส่วนใหญ่ สามารถปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพอย่างดี แต่ไม่สามารถสื่อสารผลลัพธ์ เหล่านั้นให้ผู้บริหาร รับฟังอย่างน่าสนใจและทรงพลังได้ จึงทำให้ดูเหมือนว่าผู้นำท่านนั้นไม่มีประสิทธิภาพ(ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย) ทักษะการนำเสนอ (Presentation) และ ทักษะการเล่าเรื่อง (Story Telling) จึงเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้นำใน ศตวรรษที่ 21
----------------------------------------
"หากการเปลี่ยนแปลง ภายใน องค์กร
ช้ากว่า การเปลี่ยนแปลง ภายนอก
ย่อมส่งผลให้องค์กรไม่สามารถ
ช่วงชิง ความได้เปรียบ เชิงการแข่งขันได้ "
----------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)



"ผู้นำการเปลี่ยนแปลง"

ถ้าลองพิมพ์ค้นหาคำว่า #Leadership  ใน Google จะพบผลการค้นหา ประมาณ 606,000,000 รายการเลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นทฤษฎีความเป็นผู้นำในโลก มีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ ทฤษฏีที่พูดถึงในวงกว้าง
ซึ่งตัวผมเองก็หยิบยกมาเป็นโครงสร้างหลักสูตรในการสอนบ่อยครั้งคือ ทฤษฎีผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Transformational Leadership

ซึ่ง James MacGregor Burns (เจมส์ แม็คเกรเกอร์ เบริน์) สร้างมันขึ้นเมื่อปี 1978 ต่อมาในปี 1985 Bernard M. Bass ได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนมาเป็น 4 องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (4I) ที่เราเห็นในปัจจุบัน

แม้ว่าโมเดลนี้ถูกสร้างมาแล้วกว่า 40 ปี แต่ก็ยังเป็นโมเดลที่สามารถนำมา ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำ ในศตวรรษที่ 21
ในประเทศไทยได้อย่างดีและสอดคล้อง กับภาวะการณ์ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน ได้เลย


4 องค์ประกอบภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (4I) 
ประกอบด้วย

1. Idealized Influence (เป็นแบบอย่างและตัวอย่างที่ดี) ผู้นำจำเป็นต้องเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อสร้างเมล็ดพันธ์ที่ดี
ทั้งด้านการแสดงออก การคิด เพื่อสร้างศรัทธา และความเชื่อมั่นจากทีมงาน หากเคยได้ยินสุภาษิต
การทำงานที่ว่า "หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก" ก็คง อธิบายองค์ประกอบข้อแรกนี้อย่างชัดเจน

2. Inspirational Motivation (เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ)
การสร้างแรงขับเคลื่อนในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องของ ความเก่ง ความสามารถอย่างเดียว
แต่มันเป็นเรื่องของใจ กำลังใจด้วย เพราะฉะนั้น ผู้นำจะต้องมีความสามารถสร้างพลังบวก
เพื่อกระตุ้นและเค้นศักยภาพให้เกิดพลัง เกิดแรงบันดาลใจให้เอาชนะทุกปัญหาและอุปสรรค
เพื่อพาทีม พาองค์กรไปสู่จุดหมาย(Goal) ที่ตั้งไว้ให้ได้

3. Intellectual Stimulation (กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทุกสถานการณ์)
"การเรียนรู้" นำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลง" "การเปลี่ยนแปลง" นำไปสู่ "การพัฒนาให้ดีขึ้น" ผู้นำจะต้อง สร้างบรรยากาศ เพื่อ กระตุ้นให้ทีมงาน
กล้าที่จะคิด กล้าที่จะนำเสนอไอเดีย ในสิ่งที่แตกต่าง แม้ในสถานการณ์ที่ผิดปกติ ทีมงานผิดพลาด ก็ควรเลือกที่จะ "แนะนำพัฒนา" มากกว่า 
ที่จะมา "ต่อว่าบั่นทอนกำลังใจ" ทีมงาน เพราะฉะนั้น Keyword ที่สำคัญในองค์ประกอบนี้คือ ผู้นำต้อง ใจกว้าง เปิดใจรับฟัง สนับสนุุนส่งเสริม สิ่งเหล่านี้จะทำให้องค์กรไม่หยุดนิ่ง และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทัน

4. Individualized Consideration (เข้าใจลักษณะเฉพาะแต่ละบุคคล)
"การเปลี่ยนแปลง" ทำให้เกิด "ความหลากหลาย" สิ่งที่จะรับมือความหลากหลายได้นั้น คือ "ความยืดหยุ่น"
ผู้นำต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะและความเป็นไปที่แตกต่าง หลากหลายของคน ซึ่งต้องรู้จุดแข็ง ความชอบ 
สไตล์การทำงาน ทักษะพรสวรรค์ ของทีมงานในแต่ละคน เพื่อจะเลือกรูปแบบหรือวิธีบริหารจัดการที่ ยืดหยุ่น ไปตาม
คุณลักษณะเฉพาะแต่ละบุคคล ทั้งในการจับคู่งาน  การมอบหมายงาน แม้กระทั่งในมุมของการพัฒนาศักยภาพ
ของแต่ละบุคคลก็มีวิธีที่ต่างกันไป


ลองนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรดูนะครับ

อาจลองผสมผสานจากหลายๆ โมเดล ดูก็ได้ครับ ก่อนจะนำไปใช้ก็อย่าลืม คำนึงถึง บริบท วัฒนธรรมองค์กร นโยบาย ดูก่อนนะครับ
ว่าไปกันได้หรือไม่ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ลุยได้เลยครับ

--------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"5 Steps สอนงานขั้นเทพ"

การพัฒนาลูกน้อง เป็นภารกิจสำคัญของ หัวหน้างาน ทุกคน เพราะ ผลงานและความสำเร็จ
ส่วนหนึ่งของ หัวหน้างาน มาจาก "ลูกน้อง" ถ้าลูกน้องเก่งขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น นั่นก็อนุมาน
(คาดคะเน)ได้ว่าผลงานหรือผลผลิตต้องดีขึ้นแน่นอน

การสอนงาน ถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในการพัฒนา ขีดความสามารถของลูกน้อง ซึ่งความหมายที่แท้จริง ของการสอนงานนั้น ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาและสาระ ของการสอนอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันรวมไปถึง การสนับสนุน ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ลูกน้อง ได้ทำอะไรมากขึ้น ได้เรียนรู้ผ่านการทำงาน และกระบวนการต่างๆ มากขึ้น

การสอนงานไม่ยาก แต่ จะสอนให้งานได้ผล และคนพัฒนาก็ไม่ง่ายเช่นกัน แต่จงเชื่อเถอะว่าคุณทำได้แน่นอน

"5 Steps สอนงานขั้นเทพ" เป็นขั้นตอนในการสอนงานให้ครบ Loop(กระบวนการ)

ขั้นตอนแรก >>> พูดให้เขาฟัง (Explain) แต่ไม่ต้องรีบเข้าเนื้อใช้เวลาช่วงแรกในการพูดคุย
สร้างบรรยากาศและความคุ้นเคยเสียก่อน จากนั้นก็พูดถึงเป้าหมายในการสอนงานครั้งนี้
พูดภาพกว้างและค่อยลงรายละเอียดแต่ละขั้นตอน ในแต่ละขั้นตอนเน้นการพูดคุยแบบมีส่วนร่วม
ทวนสอบความเข้าใจเขาด้วย จากนั้นในช่วงสรุป ให้พูดสิ่งที่เน้นและให้ความสำคัญอีกครั้ง
เพื่อสร้างความตระหนักในการรับรู้

ขั้นตอนที่สอง >>> ทำให้เขาดู (Demonstration) สาธิต ลงรายละเอียดเชิงปฏิบัติพร้อมบอกข้อควรระวัง
ในแต่ละขั้นตอน พร้อมกระตุ้นให้ลูกน้องตั้งคำถาม ถามในประเด็นที่สงสัยและยังไม่แน่ใจ สม่ำเสมอ
เมื่อครบทุกขั้นตอนแล้ว ในช่วงสรุปให้ สรุปเชื่อมโยง แต่ละขั้นตอนในภาพกว้างอีกครั้ง อย่าลืมจบด้วย
การให้กำลังใจ เพื่อให้ลูกน้อง พร้อมที่จะลงมือฝึกปฏิบัติ

ขั้นตอนที่สาม >>> ให้เขาทำให้เราดู (Practice) คราวนี้ลองให้ลูกน้องได้ลองปฏิบัติดูบ้าง 
แต่ก่อนเริ่มให้ลูกน้อง ช่วยอธิบายทบทวนขั้นตอนต่างๆ ก่อน เพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนที่ลงมือฝึก
ระหว่างที่ลูกน้องปฏิบัติ เกิดลูกน้องทำผิดพลาด และความผิดพลาดนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตราย
หัวหน้าหรือผู้สอนงาน อย่าเพิ่งขัด เพราะอาจทำให้เขา เสียความเชื่อมั่นและอาจลืมหรือสับสนในขั้นตอนต่อๆไป
หากเป็นไปได้ให้ สรุปพร้อมให้คำแนะนำหลังจากลูกน้อง ฝึกปฏิบัติครบทุกขั้นตอนแล้ว

ข้อควรจำ : ความสามารถในการรับรู้ของคนแต่ละคนมีไม่เท่ากันบางคนเรียนรู้ได้ช้า เพราะฉะนั้นจงอดทน อย่าทำให้เสียบรรยากาศ หรือ ทำให้ลูกน้องเสียกำลังใจจากการต่อว่าเป็นอันขาด

ขั้นตอนที่สี่ >>> ปล่อยให้เขาทำ (Operate) เมื่อลูกน้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝน และสามารถไปปฏิบัติงานได้แล้ว หัวหน้างานอาจมอบหมายให้มีพี่เลี้ยง หรือ บัดดี้ ให้ช่วยดูแลและให้คำแนะนำเบื้องต้น และคอยติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงระยะเวลาแรกๆ หัวหน้างานต้องยืนยันความสะดวกใจให้กับลูกน้องว่าหากพบปัญหาอะไรให้สามารถ ปรึกษาได้ตลอดเวลา และต้องให้กำลังใจสม่ำเสมอ หัวหน้ามืออาชีพ ต้อง อุทิศตน ในการพัฒนาลูกน้อง และให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ขั้นตอนที่ห้า >>> ตามเข้าไปดูเขา (Followup) เมื่อผ่านไประยะหนึ่งตามแผนการสอนงาน (ควรมีแผนการสอนงาน) หัวหน้า ต้องติดตามและประเมินศักยภาพลูกน้องว่าผ่านเกณฑ์หรือวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่อย่าลืมลงบันทึกเป็นเอกสารไว้ด้วยนะ หากพบว่ายังมีข้อผิดพลาด ก็ให้คำแนะนำและให้กำลังใจ ในการพัฒนาให้ครบตามเกณฑ์ต่อไป หรือ หากพบว่าลูกน้องสามารถทำได้ตามที่คาดหวัง(ต้องมีเกณฑ์และแบบประเมินชัดเจนเป็นรูปธรรม) ก็ดำเนินตามแผนการพัฒนาลูกน้องในเรื่องต่อไป

"การพัฒนาลูกน้องเป็นเรื่องสำคัญที่หัวหน้าทุกคนต้องเอาจริงเอาจัง เพื่อพัฒนาทีมงาน และองค์กรของเราให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายให้ได้"

--------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"คุณเป็นผู้นำแบบไหน"

ความจริงแล้ว Leadership (ภาวะผู้นำ) ไม่ใช่ความสามารถในการนำผู้อื่น แต่มันคือความสามารถที่ทำให้ผู้อื่นอยากตามต่างหาก

"ผู้นำที่พยายามจะควบคุมผู้อื่น อาจเข้าใจความหมายของการเป็นผู้นำผิดไป"


ผู้นำในมุมมองของกรีกเล่าไว้ว่า....
สมอง กับ หัวใจต้องสมดุล ถึงจะเป็นผู้นำที่ทรงพลัง
สมองในที่นี้ หมายความว่า หลักเหตุและผล ตรงไปตรงมา
หัวใจในที่นี้ หมายความว่า ความรู้สึก การสร้างสัมพันธ์

ถ้านำทั้ง 2 อย่างนี้มาเชื่อมโยงกันจะพบ ผู้นำ 4 แบบ
แล้วคุณเป็นผู้นำแบบไหน....

1 : Thinkers ผู้นำที่ใช้เหตุผลตรงๆ อย่างเดียว ไม่ค่อยสนใจเรื่องความสัมพันธ์และความรู้สึกของลูกน้อง ผู้นำแบบนี้เก่งงานแต่อาจไม่ค่อยได้ใจลูกน้องเท่าไหร่ สุดท้ายเหนื่อยคนเดียว..
2 : Feelers ผู้นำที่ใช้ความรู้สึกล้วนๆ เน้นความสัมพันธ์มากๆ แน่นอนว่าอะไรก็ตามถ้าไม่สมดุลก็อาจเกิดปัญหา ผู้นำที่แคร์และให้ความสำคัญกับความรู้สึกกับลูกน้องมากเกินไป จริงอยู่ลูกน้องจะรัก ล้อมหน้าล้อมหลัง แต่งานก็อาจไม่เดินและไม่ได้ประสิทธิภาพสักเท่าไหร่
3 : Muddlers ผู้นำที่ไม่สนใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะด้วยเหตุผลก็ไม่มี ความสัมพันธ์ก็ไม่เอา ผู้นำแบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้และทำงานด้วย ทุกคนพร้อมที่จะวิ่งหนี ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอนาคตคงจบลงตรงนี้
4 : Engagers หรือ Powerful ผู้นำที่ทรงพลัง ที่พร้อมไปด้วยการคิดเป็นเหตุเป็นผล และยังเข้าใจความรู้สึกลูกน้องอีกด้วย ผู้นำแบบนี้ผลงานก็ดี คนก็พัฒนา อย่างนี้ลูกน้องทำงานถวายหัวเลยที่เดียว

---------------------------------------
ถ้าคุณเชื่อกฎแรงดึงดูด (Law of Attraction) 
"คุณเป็นแบบไหน สิ่งรอบตัวคุณก็เป็นแบบนั้น"

---------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"ผู้นำมีหน้าที่อะไร"

เป็นคำถามที่ตอบได้มากมายคำตอบ เพราะส่วนใหญ่หน้าที่และบทบาท ก็ขึ้นอยู่กับบริบทขององค์กรนั้นๆ
เอาเป็นว่า ผมขอตอบแบบกลางๆ และมีหลักการนิดนึง 555+

Workshop ที่ผมใช้ในการบรรยาย หลักสูตร Modern Leadership(การพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิตอล)เสมอ คือให้ผู้เข้าสัมมนาแบ่งทีม 
วาดรูป HERO และให้ระดมสมองกันว่า อวัยวะต่างๆของร่างกาย HERO นั้น สามารถทำหน้าที่ผู้นำที่ดีได้อย่างไร
เมื่อทุกทีมนำเสนอจบแล้ว......ผมจะสรุปว่า

ตามปรัชญากรีกนั้น ได้แบ่งหน้าที่ผู้นำ ออกเป็น 4 ด้านซึ่งไปสอดคล้อง กับอวัยวะทั้ง 4 ของมนุษย์ ที่จะขาดส่วนไหนไปไม่ได้เลย

ส่วนแรกคือ "ส่วนหัว" ผู้นำจำเป็นต้องเป็นนักคิด ซึ่งการคิดในยุคปัจจุบันคือการคิกแบบหยืดหยุ่น
ซึ่งเป็นต้นทางที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำงาน และต้องใช้หลักเหตุผลในการบริหารงาน บริหารคน

ส่วนที่สองคือ "ส่วนหัวใจ" ในยุคปัจจุบันการที่ทีมงานเต็มใจจะตามใครสักคนหนึ่ง
เป็นเรื่องของความรู้สึก มากกว่าเหตุผลการสร้างความสัมพันธ์จะนำมาสู่ความไว้วางใจ
ความไว้วางใจ(Trust) นำมาสู่พลังในการขับเคลื่อน

ส่วนที่สามคือ "ส่วนมือ" การเป็นแบบอย่างที่ดีถือเป็นคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของผู้นำ 
ในยุคแห่งความรวดเร็ว ที่บางเรื่องไม่สามารถสื่อสารออกมาได้หมด การเป็นนักปฏิบัติในแบบอย่างที่ดี
จะเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จในยุคนี้

ส่วนที่สี่คือ "ส่วนเท้า" คือการก้าวเดินแต่ไม่ได้เดิน
เพียงลำพัง แต่คือการกำหนดชี้ทางให้ทีมงาน
เดินไปพร้อมคุณได้

ซึ่งผู้นำหลายท่านสามารถชี้ทาง ให้คนเห็นได้ แต่ทำให้คนเดินตามไม่ได้
เพราะฉะนั้นอวัยทั้ง4ต้องทำงานอย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

--------------------------------
ลองไปปรับประยุกต์ใช้ดูนะครับ

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ

CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

"การสื่อสารสำหรับผู้นำ"

ถ้าให้แปลความง่ายๆ ของ Leadership(ภาวะผู้นำ) มันคือ ทักษะการโน้มน้าวจูงใจเพื่อให้ผู้อื่นเต็มใจตาม
ทักษะการสื่อสารจึงเป็นอาวุธสำคัญ ที่สุดยอดผู้นำทุกท่านต้องมีติดมือ
การสื่อสารเพื่อโน้มน้าว  แตกต่างจากการสื่อสารเพื่อเข้าใจ เพราะฉะนั้น "พูดได้" อาจไม่พอ ต้อง "พูดเป็น" ด้วย

หากเคยได้ยินสมอง 2 ส่วนของมนุษย์ คือ
ซีกซ้าย : ควบคุมส่วนการคิดเชิงเหตุผลและ การพูด
ซีกขวา : ควบคุมความรู้สึก และมันยังทำหน้าที่ตัดสินใจด้วย

เพราะฉะนั้นธรรมชาติของมนุษย์อย่างเรา "ตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึก"

การที่ผู้นำจะต้องโน้มน้าว ใครสักคน การสร้างความรู้สึกที่ดีอาจต้องมาก่อนเหตุผล

Golden Circle หรือ วงแหวนสามชั้นพลังแห่งการสื่อสาร เป็นโมเดลการสื่อสารที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก

ผู้นำส่วนใหญ่ มักเริ่มต้นบอกทีมงานว่าต้องทำอะไร(WHAT) และ ทำอย่างไร(HOW) 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องของเหตุผล

แต่ไม่ค่อยบอกว่าต้องทำไปทำไม(WHY) มันสำคัญต่อชีวิตพวกเขาอย่างไร...ฯลฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องของอารมณ์

ทีมงานมักไม่ค่อยอินกับเป้าหมายและเฉื่อยชาต่อผลลัพธ์

คนจะทำตามอย่างเต็มใจเมื่อเขาอยากเท่านั้น
ความรู้สึกว่าทำไปทำไมทำให้คนรู้สึกอยากทำ

เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ จงเริ่มต้นสื่อสาร WHY ก่อน 
และค่อย WHAT ตามด้วย HOW

---------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

จริงหรือไม่ ? ปัญหาที่พบในการทำงานส่วนใหญ่มาจากคน !!

จากประสบการณ์ที่ผมได้รับเกียรติจากองค์กรต่างๆ เข้าไปดำเนินการฝึกอบรม พบว่า ความต้องการ
ในการฝึกอบรม (Training need) ส่วนใหญ่ ในหลายๆองค์กร มีรากปัญหามาจาก "คน"

จนทำให้เกิดช่องว่าง(Gap)ในการทำงานขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง
ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ประสานงาน ทำงานเป็นทีม การบริหารความขัดแย้ง ฯลฯ แม้กระทั่งทักษะ
ที่ขับเคลื่อนด้วยคนเช่น ปัญหาเรื่องการให้บริการ

วลีนี้ท่านเคยได้ยินมั้ยครับ
เหนื่อยกาย "เพราะงาน" ยังพอทน
เหนื่อยใจ "เพราะคน" ทนลำบาก

วันนี้ผมมีเคล็ดลับง่ายๆ 3 ข้อในการทำงานกับคน อย่างมีความสุข และ สำเร็จ

มาเริ่มที่ข้อแรกครับ เข้าใจตน อย่างแรกเราจำเป็นต้องวิเคราะห์ตัวเองก่อนครับว่า นิสัย หรือ พฤติกรรมใด
ถ้าแสดงออกไปแล้วมีปัญหากับคนอื่นๆแน่นอน 
อย่างนี้ ต้อง ลด ละ เลิก ครับ เปลี่ยนตัวเอง
ให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีให้มากขึ้น (Positive Thinking)
-------------------------------------
อันที่สอง เข้าใจคน เราแต่ละคนมีความแตกต่างครับ
เพราะเราต่างที่มา ต่างที่เรียน ต่างที่โต จึงเป็นเรื่องธรรมดาครับที่แต่ละคนจะมีมุมมองความคิดที่ไม่เหมือนกัน รูปแบบการทำงานที่ไม่เหมือนกัน หรืออาจเรียกว่า สไตล์การทำงานที่ต่างกันครับ ผมทำกราฟฟิกมาให้ดู(รูปภาพ) ลองศึกษาดูนะครับ มนุษย์มีประมาณ 7,000 ล้านคนครับบนโลกใบนี้ แต่นักจิตวิทยาก็ได้แบ่งมนุษย์เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ
-------------------------------------
อันสุดท้าย รู้วิธีอยู่ร่วมกัน อย่างที่ผมบอกครับ ทุกคนมีสไตส์
ที่แตกต่าง และ แต่ละคนก็มีสไตส์เป็นของตัวเอง จริงใช่มั้ยครับ เราไม่สามารถใช้วิธีของเรา ให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จกับคนทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นจงยืดหยุ่นครับ เรียนรู้ว่าเขาชอบอะไร จงแสดงออกในสิ่งที่เขาชอบครับ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น
-------------------------------------
มนุษย์เรามีศักยภาพมากคณานับครับ เพียงแค่เปลี่ยนตัวเรา เพื่อผู้อื่นบ้าง ไม่ใช่เรื่องยากใช่มั้ยครับ
-------------------------------------
อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)

เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าเรียนรู้ Leadership Development Program
กว่า 2 เดือน ที่ผ่านกระบวนการ  Participatory Learning (เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้ง ฟังบรรยาย 
ให้ทำ Project นำเสนอกึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำ)

ในที่สุดก็ได้ Cer. สัญชาติ USA มาครอบครอง และนี่ก็เป็นจุดเริ่มให้ผมสนใจเรื่อง Leadership มาจนถึงทุกวันนี้

เกริ่นซะยาวเลยเข้าเรื่องดีกว่า
------------------------------------------
ในการฟังบรรยาย หนึ่งใน Workshop ที่ผมชอบที่สุดคือ "The 4 of Capabilities Leadership"
ถ้าแปลเป็นไทยคือ "4 ขีดความสามารถในการเป็นผู้นำ"

วันนั้นวิทยากร ให้เราวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในองค์กร แล้วให้เราระดมสมองกันว่า
จะมีขีดความสามารถใดบ้างที่มันครอบคลุมทุกสถานการณ์

โจทย์ยากนะ วันนั้นบอกเลย มึนตึบ!! 555+ ตอบไปต่างๆ นาๆ
------------------------------------------

สุดท้ายวิทยากรสรุป............ว่ามี 4 ขีดความสามารถ

1. Sense making หรือมีสัญชาตญาณเชิง วิทยาศาสตร์ รู้ว่าอะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ 
วิทยากรท่านบอกว่าเรื่องนี้สอนกันยาก ต้องเป็นคนช่างสังเกตุ Proactive(กระตือรือร้น) 
และมองโลกในมุมดี(Positive Thinking) 3 อย่างนี้จะหลอมให้คุณมี Sense making

2. Visioning มองเห็นอะไรบางอย่างไกล กว่าคนอื่น หรือมองการณ์ไกลนั่นแหละ หรือถ้าคำสวยๆๆ ก็ มีวิสัยทัศน์
ต้องรอบรู้ มองภาพมุมกว้าง และภาพรวมได้อย่างเป็นระบบ สิ่งนี้จะทำให้การตัดสินใจดีขึ้น

3. Relating งานบางอย่างเราไม่สามารถทำ คนเดียวให้ประสบความสำเร็จได้ ที่สำคัญ ผู้นำ คือ ผู้ที่สร้างผลงาน
และความสำเร็จผ่านคนอื่น(ลูกน้อง)ทำงานแทนเรา การสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดความเชื่อมั่น(Trust)
แล้วใช้มันขับเคลื่อนทีมงานไปสู่เป้าหมาย ย่อมดีกว่า ใช้ อำนาจหน้าที่(Position Power) แน่นอน

4. Inventing นักคิดค้น นักประดิษฐ์  นักสร้างนวัตกรรม คือผู้ที่เรียนรู้และพัฒนา ตนเองอยู่สม่ำเสมอ การที่ผู้นำไม่หยุดนิ่ง 
ในการเรียนรู้ และพัฒนาผลงาน ส่งผลทางพฤติกรรมเป็นแบบอย่าง ให้ลูกน้องปฏิบัติตามแน่นอน (คุณอยู่กับใครคุณก็เป็นแบบนั้นจริงมั้ย)

------------------------------------------
ผมคิดว่ามาถึงวันนี้ มันต้องมีขีดความสามารถที่ 5 6 7..., แน่

แต่ 4 ข้อนี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของผู้นำทุกท่านนะครับ
------------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ

CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)


 

ผู้นำ กับ การตัดสินใจ เป็นของคู่กัน

การตัดสินใจ เป็น การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง 

คอร์นฟีลด์ กูรูด้านการเปลี่ยนแปลงบอกว่า...
"ไม่อะไรจะทำสำเร็จได้จนกว่า
จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ"

จากประสบการณ์ของผม ในการเป็นที่ปรึกษาเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำ พบว่า ผู้นำส่วนใหญ่ ไม่ค่อยกล้าการตัดสินใจ
แน่นอนว่า เมื่อไม่กล้า ความกลัวก็จะตามมา  เหตุผลที่ผู้นำส่วนใหญ่ "กลัวการตัดสินใจ" ดูเหมือนว่าจะเป็น "ความผิดพลาด"

แล้วจะทำอย่างไรให้ตัดสินใจดีขึ้น เพื่อไม่ให้ ความผิดพลาดที่คิดเองไปก่อน ไม่มาตามหลอกหลอน

วันนี้เอาเคล็ดลับมาฝากครับ

1. จะตัดสินใจเรื่องใดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์(เหตุ-ผล)ต้องมีมากพอ (มากกว่า 60-70% แต่ยิ่งใกล้ 100% ยิ่งดี)

2. จะตัดสินใจให้ดีแค่รู้อาจไม่พอแต่คุณต้องเคยลงมือทำคลุกคลีกับมันมาบ้าง ประสบการณ์สำคัญมาก

3. ไม่มีใครระบุุไว้ว่าผู้นำต้องตัดสินใจลำพัง ระดมสมองทีมงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

4. ความเสี่ยงที่ติดมากับการตัดสินใจ ยิ่งเสี่ยงมาก ยิ่งต้องรอบคอบ และ มีแผนสำรองเสมอ

5. มีทางออกรับมือสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ไว้ก่อนจะตัดสินใจเรื่องนั้น

6. ตัดสินใจดีอย่างเดียวไม่พอ มันต้องเหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ด้วย

7. ผู้ที่มีส่วนร่วมกับผลลัพธ์ในการตัดสินใจต้องรู้ แนวทางก่อนจะเกิดการตัดสินใจขึ้น การสื่อสารช่วยได้

8. อารมณ์เป็นเหตุผลตัวหนึ่ง แต่ สิ่งเร้า จะทำให้อารมณ์มาใช้ในการตัดสินใจไม่ได้ (การตัดสินใจในการทำงาน ข้อเท็จจริง สำคัญกว่า ความชอบ)

9. จงทำตัวเองเป็นนักแสวงหาผลลัพธ์ใหม่ๆที่ดีที่สุดอยู่ตลอดเวลา อย่ายึดติดกับผลลัพธ์ที่คุ้นเคย

10. วินาทีที่ตัดสินใจต้องเด็ดขาด เพราะความไม่เด็ดขาดคือความไม่พร้อม เพราะฉะนั้้นกับไปเริ่มคิดใหม่แล้วค่อยมาตัดสินใจ

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ !! เป็นกำลังใจให้ครับ 

---------------------------------------

อ.ยศศักดิ์ มงคลปัญญาเลิศ
CEO Perfect Training Group

International Certificate Leadership Development Program (USA)
International Certificate Trainer Points of you (Israel)